แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

ยิ่งช้อปปิ้ง ยิ่งมีความสุข ! เรื่องจริงที่คุณคาดไม่ถึง




              พอใกล้สิ้นเดือนเข้ามาทุกที สาว ๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอเงินเดือนกันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะได้เตรียมแฟชั่นใหม่ เทรนด์ใหม่ สำหรับการช้อปปิ้งในเดือนนี้เอาไว้แล้ว เรียกว่าสืบมาหมดว่าอะไรอิน อะไรเอาท์ อย่างนี้เรียกว่า สาวนักช้อปตัวจริงเลยก็ว่าได้

              แต่พอพูดถึงการช้อปปิ้ง สาว ๆ รู้ไหมคะ ว่าจริง ๆ แล้วการช้อปปิ้งที่ถือเป็นเครื่องมือสุขภาพอย่างหนึ่งของเรา เพราะการช้อปปิ้งนั้น ส่งผลไปถึงทางด้านจิตใจอีกด้วย จะมีอะไรบ้างเราลองมาดูกัน

     รู้สึกเหมือนถูกรางวัล

              ยังไงน่ะหรือ...สาว ๆ เคยเดินผ่านร้านแบรนด์เนมที่แปะป้าย SALE กันไหมล่ะคะ ยิ่ง SALE เยอะเท่าไหร่ เหมือนกับถูกแม่เหล็กจากร้านเหล่านั้นดูดวิญญาณเข้าไปเลยทีเดียว 

              ยังค่ะ ยังไม่พอแค่นั้น แล้วเมื่อเราเดินหาของที่ถูกใจ เห็นจากราคาเต็มแล้วจะรู้สึกเหมือนถูกรางวัล มันช่างถูกอะไรอย่างนี้ ยิ่งสภาพดีเกือบ 100% ด้วยแล้ว เรียกว่าพอจ่ายเงินเสร็จ เดินออกมาจากร้านก็เชิด ๆ ได้เลยค่ะ เพราะเราได้ของชิ้นโปรดที่ถูกมาก ๆ ไปแล้ว ส่วนสาว ๆ คนอื่นที่รอต่อคิวอยู่ด้านนอก ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

     จิตใจพองโต

              สาว ๆ จะรู้สึกอิ่มเอมไปกับการช้อปปิ้ง ยิ่งถ้าได้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรืออะไรก็ตามที่ถูกใจ ยิ่งใส่ก็ยิ่งสวย ยิ่งใส่ก็ยิ่งดูดีแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าเราจะมีความสุขไปกับมันอย่างคาดไม่ถึง จะรู้สึกภูมิใจ ว่าเราช่างเหมาะกับชุดนี้เสียเหลือเกิน ยิ่งใส่ก็ยิ่งสวย คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ซื้อมา เป็นต้นค่ะ

       แถมสุขภาพดี มิตรสัมพันธ์อันสดใส

                การช้อปปิ้งอย่างน้อย 1 ชั่วโมง สาว ๆ รู้ไหมคะว่าช่วยเผาผลาญไขมันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งสาว ๆ คนไหนเดินได้นาน พอถึงออกมาจากแหล่งช้อปปิ้งนั้น เรียกว่า หุ่นดีกันเลยทีเดียว พอสุขภาพดีแล้ว แน่นอนส่งผลถึงจิตใจเป็นแน่ 

                นอกจากนั้น หากสาว ๆ ได้ไปช้อปปิ้งกับเพื่อน ๆ ก็ยิ่งสานสัมพันธ์ให้ยาวนานอีกด้วย มีกิจกรรมทำร่วมกัน ช่วยกันแชร์ความคิด ประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ ให้กัน

       ได้ผ่อนคลายความเครียด

                สาว ๆ อย่างเราย่อมมีเรื่องทุกข์ใจบ้าง จะอกหัก เจ้านายไม่รัก เพื่อนทิ้ง หรืออะไรก็ตาม เพียงแต่ได้ออกมาช้อปปิ้ง ก็เปรียบเสมือนออกมาเจอโลกอีกใบ เปลี่ยนสภาพจิตใจตัวเองให้สนุก ลืมความทุกข์ และเรื่องเครียดไปได้มากเหมือนกัน
              มีข้อมูลจากหนังสือ Sheconomics พลิกชีวิตการเงินแบบเศรษฐศาสตร์ ที่ได้นำเสนอกฎ 7 ข้อเพื่อการควบคุมการใช้จ่ายเงินด้วยอารมณ์ของคุณผู้หญิง

               1. รู้จักควบคุมอารมณ์ (Take Emotional Control) เพราะหากเราตระหนักและเข้าใจถึงบทบาทของอารมณ์ เราจะเริ่มควบคุมมันได้

               2. ก้าวข้ามความเชื่อเดิม ๆ (Go beyond Beliefs) ที่ว่าการช้อปปิ้งจะช่วยให้รู้สึกดีกับเรื่องต่าง ๆ ขึ้นได้

               3. คุมเงิน และอย่าให้เงินคุมเรา (Spend with Power) ตัดสินใจทางการเงินโดยยึดหลักเหตุผล และไม่ต้องพยายามตอบสนองความต้องการของผู้อื่น

               4. มีเป้าหมาย (Have Goals) ตั้งเป้าในการใช้จ่ายเงินกับของใหญ่ ๆ เช่น วางแผนท่องเที่ยว จะเป็นกำไรชีวิตที่ดีกว่า

               5. เผชิญหน้ากับหนี้ (Look Debt in the Face) กล้าเผชิญความจริง และวางแผนระยะยาวเพื่อจ่ายคืนให้หมด

               6. หาเพื่อนคู่คิดทางการเงิน (Share Financial Intimacies) เพื่อปรึกษา แลกเปลี่ยนหรือพูดคุย เพื่อปรึกษาและระบาย

               7. ตระหนักถึงวันพรุ่งนี้ (Know Tomorrow Comes) ใช้จ่ายอะไรก็ตาม อย่าลืมคิดถึงวันพรุ่งนี้ด้วย

              เห็นแบบนี้แล้วบอกได้ว่า ใครว่าการช้อปปิ้งไร้ประโยชน์ สิ้นเปลือง แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้มา ก็คุ้มเหมือนกันนะคะ แต่อย่างไรก็ดี รู้จักใช้ รู้จักประมาณตนในการช้อปปิ้งก็สำคัญที่สุดค่ะ หากวันไหน เวลาใดสภาพการเงินเรายังไม่พร้อม ก็พักบ้างนะคะ ทุกอย่างมีล้วนคุณและโทษ อยู่ที่เราจะเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเกิดโทษนั่นเอง




    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

อาการแบบไหน ต้องสงสัยติดเชื้อแคนดิด้าในช่องคลอด


              ยีสต์แคนดิด้าที่เจริญเติบโตมากเกินไปทำให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์หลายอย่าง Tess Dingle จะมาอธิบายให้ฟัง และบอกวิธีแก้ไขความเสียหายที่เกิดจากมัน

              คุณอาจทราบมาก่อนแล้วว่าการเจริญของเชื้อ Candida albicans ที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการของการติดเชื้อราในช่องคลอด ต่อไปนี้คือสาเหตุที่ทำให้เป็นและจะรักษาหรือป้องกันได้อย่างไร

              C. albicans อาศัยอยู่ในร่างกายของเรา ในสภาวะปกติ มันมีหน้าที่สำคัญในการช่วยการทำงานของภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อสมดุลของจุลชีพที่อยู่ในลำไส้เล็กเกิดปั่นป่วนและแคนดิด้าเพิ่มจำนวนมากขึ้น รูปแบบการเจริญของมันก็เปลี่ยนไปแล้วรูปแบบกลายมาเป็นเส้นใยแบบเชื้อรา แล้วเจริญแทรกเยื่อ


      คุณติดเชื้อแคนดิด้าหรือไม่?


                หากคุณมีอาการดังที่กล่าวต่อไปนี้ ก็อาจเกิดจากการมีเชื้อแคนดิด้าเติบโตมากเกินไป

                 ระบบทางเดินอาหาร : ปวดท้อง, ท้องผูก/ท้องเสีย, ท้องอืด, มีแก๊สในกระเพาะ, คันที่ทวารหนัก, อยากของหวาน ๆ แอลกอฮอล์ หรือคาร์โบไฮเดรต, มีคราบสีเหลือง-ขาวบนลิ้นหรือด้านในปาก

                 ผิวหนัง : คัน, ติดเชื้อ, เรื้อกวาง, สะเก็ดเงิน, สิว, แผลหายช้า, ติดเชื้อราใต้เล็บและใต้พับผิวหนังที่อับชื้น (เช่น ผื่นผ้าอ้อม)

                 อวัยวะเพศ-ทางเดินปัสสาวะ : คัน, มีหนองไหลออกมาพร้อมกลิ่นไม่พึงประสงค์ (ช่องคลอดอักเสบ-vaginitis), กระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำซาก, เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

                 อารมณ์/ระบบประสาท : หงุดหงิดรำคาญ, เหนื่อยอ่อน, ปวดศีรษะ, สมาธิสั้น, หมดแรง, วิตกกังวล, อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ 

                 ภูมิคุ้มกัน : การตอบสนองของภูมิคุ้มกันไม่ดี, ติดเชื้อบ่อย และเป็นหวัด/ไข้หวัด/ไข้หวัดใหญ่บ่อย, แผลหายช้า/ระยะเวลาพักฟื้นยาว

                เมือกทำให้เกิดเป็นช่องแล้วทำให้เกิดอาการ "ลำไส้รั่ว" หรือ "leaky gut syndrome" จากนั้นสารพิษที่แคนดิด้าสร้างขึ้นก็ไหลไปตามกระแสโลหิตพร้อม ๆ กับสารอาหารที่ยังไม่ได้รับการย่อยอย่างถูกต้อง รวมทั้งตัวยีสต์เองด้วย


     อะไรที่ไปกระตุ้นให้ยีสต์เจริญมากเกินไป?

              ปัจจัยหลายอย่างทำให้จุลชีพในลำไส้เสียสมดุล ยาปฏิชีวนะทำลายแบคทีเรีย รวมถึงชนิดแบคทีเรียที่ดีคอยควบคุมแคนดิด้าเอาไว้ การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ, การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน, ยาคุมกำเนิด, คอร์ติโคสเตรอยด์ และยาฮอร์โมนอื่น ๆ เป็นสาเหตุให้ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่เยื่อเมือกที่ปกติจะเป็นกรดให้มีค่าสูงขึ้นกลายเป็นด่างและเหมาะกับการเจริญของแคนดิด้ามากขึ้น

              ในสภาวะปกติ เอสโตรเจนกระตุ้นการหลั่งกลูคากอน (glucagon-คือกลูโคสในรูปที่ถูกเก็บสะสม) จากผนังช่องคลอด แล้วถูกหมักด้วยเชื้อแลคโตบาซิลลัสชนิดต่าง ๆ (lactobacilli) ทำให้เกิดเป็นกรดแลคติค สภาพที่เป็นกรดนี้ช่วยป้องกันการติดเชื้อแคนดิด้า และป้องกันไม่ให้มันเจริญมากเกินไป หากกระบวนการถูกรบกวนก็จะเกิดการอักเสบในช่องคลอด (vaginitis หรือ vaginal thrush) ทารกเกิดใหม่มีภูมิคุ้มกันที่ไม่เจริญเต็มที่และถูกรุกรานจากเชื้อแคนดิด้าได้ง่ายที่บริเวณที่อุ่นและชื้น ซึ่งเชื้อนี้จะชอบมาก

              นอกเหนือจากสมดุลของจุลชีพและภูมิคุ้มกันที่ตกลงแล้วทำให้แคนดิด้ามีจำนวนมากขึ้นได้แล้ว อีกประการที่ทำให้มันเจริญขึ้นมาได้ก็คือมันได้รับอาหารมากเกินไป คนที่เคยต้มเหล้าจะทราบดีว่ายีสต์ชอบน้ำตาล แคนดิด้าที่เจริญมากเกินไปก็มักมาจากกลูโคสในเลือดสูงกินไป ไม่ว่าจะจากโภชนาการที่ไม่ดี หรือความไม่สมดุลทางสรีระ (ดื้ออินซูลินหรือทนต่อกลูโคสไม่ได้) การดื้ออินซูลินกระตุ้นให้กลูคากอนหลั่งออกมาจากตับและกล้ามเนื้อให้มากลายเป็นเชื้อเพลิงให้แก่แคนดิด้าต่อไป


     การรักษาและป้องกัน

              การจำกัดปริมาณกลูโคสนับเป็นขั้นตอนแรก อาหารที่ให้กลูโคสก็ได้แก่น้ำตาล เช่น น้ำตาลทั่วไป, น้ำผึ้ง, สารให้ความหวานทดแทน และฟรุคโตสจากผลไม้ คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ทั้งขนมปังขาว, ขนมอบ, พาสต้าแป้งขาวและข้าว ล้วนมีค่าดัชนีกลัยซีมิค (glycemic index-GI) สูง กลูโคสในนั้นถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว 

              ให้ระวังน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในซอสต่าง ๆ พวกนี้บางทีอยู่ในส่วนผสมที่ลงท้ายด้วย "-ol" เช่น mannitol และ sorbitol หรือลงท้ายด้วย "-ose" เช่น dextrose, maltose และ sucrose ให้รับประทานอาหารสดที่มีประโยชน์ที่มีค่า GI ต่ำ และทำอาหารด้วยตัวเอง

      การบำบัดอย่างนุ่มนวล

                สเตฟานี่ เคอร์วิน นักสมุนไพรและนักบำบัดแบบ homoeopath จาก Aurora Wellness กล่าวว่า "ดิฉันใช้สมุนไพร andrographis, pau d’arco, น้ำมัน aniseed และน้ำมันออริกาโน่, กระเทียม, slipperyeim และโปรไบโอติคส์ ในการรักษา เกลือแร่สังกะสีและซีเลเนียมทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงและรักษาทางเดินอาหาร ดิฉันยังให้การรักษาแบบ homoeopathic คล้ายกับ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" โดยการใช้แคนดิด้าที่มีฤทธิ์คล้ายกันเพื่อช่วยให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อได้" เคอร์วิน เพิ่มเติมว่า การบริหารความเครียดเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรทำให้เครียด "หากคุณไม่ทราบ การบำบัดก็มีแนวโน้มที่จะสำเร็จน้อยลง"

       ข่าวเกี่ยวกับกระเทียม

                การศึกษาของวารสาร Mycopathologia ระบุว่า กระเทียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของยาต่อต้านเชื้อราทั่วไป ซึ่งนี่มีความสำคัญเพราะเชื้อแคนดิด้าบางสายพันธุ์สามารถพัฒนาต่อต้านยาเหล่านี้ได้

                ยีสต์, รา และอาหารหมักสามารถกระตุ้นให้แคนดิด้าเจริญมากผิดปกติและควรจะหลีกเลี่ยง อาหารเหล่านี้ได้แก่ ขนมปังที่ขึ้นฟูด้วยยีสต์, สารสกัดยีสต์, เห็ด, ชีส และแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ โยเกิร์ตธรรมชาติที่ไม่เติมความหวานมีแลคโตบาซิลลัสและอะซิดอฟิลัสซึ่งช่วยเพิ่มจุลชีพที่ดีในทางเดินอาหารให้สมดุล และให้ความสมดุลกับความเป็นกรด-ต่าง และควรรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำหรือใช้อาหารเสริมโปรไบโอติคส์ก็ได้

                วิตามินซี ก็ดูจะป้องกันการเจริญของแคนดิด้า นักวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเทมเปิล ทำการวิจัยเกี่ยวกับหน้าที่ของวิตามินซี ที่ได้จากอาหาร (แอสคอร์บิค แอซิด) โดยทดสอบกับหนูตะเภาที่มีการติดเชื้อแคนดิด้า พบว่า หนูที่ได้รับแอสคอร์บิค แอชิด วันละ 0.5 ม.ก. มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้มากกว่าพวกที่ได้รับในปริมาณที่สูงกว่าวันละ 20 ม.ก. อยู่มาก หากคุณมีการติดเชื้อแคนดิด้าซ้ำซาก ให้เพิ่มการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น พริกแดงและบรอกโคลี (จะให้ดีควรทานดิบ ๆ เพราะวิตามินซีจะสูญเสียไปกับความร้อนในการปรุงอาหาร) หรือรับประทานในรูปอาหารเสริมให้ได้ถึงวันละ 1 กรัม






      ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

ปัญหาสุขภาพ จากความสวยของคุณสาว ๆ



              อยากสวยต้องอดทน...ทั้งทนยืนบนรองเท้าส้นสูง อึดอัดกับเสื้อผ้ารัดติ้ว แต่มันไม่ใช่แค่ความไม่สบายตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้น่ะสิ ปัญหาสุขภาพมากมาย จ่อคิวรออยู่หน้าห้องแต่งตัวของคุณแล้ว

           รองเท้าส้นสูง

              รองเท้าส้นสูงไม่ใช่สิ่งที่เท้าของคุณปลาบปลื้ม แต่รู้มั้ยว่าเวลาที่ใส่รองเท้าส้นสูงเข่าของคุณจะแอ่นไปด้านหลัง และแผ่นหลังก็จะแอ่นมาด้านหน้า เพื่อช่วยให้คุณทรงตัวได้ เมื่อคุณยืนอย่างนี้หมอนรองกระดูกสันหลัง และเข่าก็จะต้องรับบทหนัก เป็นที่มาของความเสื่อมก่อนวัย นอกจากนี้ เพื่อรูปที่สวยและการทรงตัวที่ดี รองเท้าส้นสูง ๆ มักจะดีไซน์ด้านปลายเท้าให้แคบใส่บ่อย ๆ รองเท้าอาจจะบีบจนปลายเท้าผิดรูป หรืออาจจะเกิดตาปลาที่ฝ่าเท้าก็ได้
              เปลี่ยนด่วน : เลิกใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันทุกเวลาหารองเท้าส้นเตี้ยเก๋ ๆ สักคู่มาสลับใส่ ให้เท้าและขาได้พักเสียบ้าง และหากจะใส่รองเท้าส้นสูงมาก ๆ ก็ควรใส่แค่ช่วงสั้น ๆ เช่น ไปงานเลี้ยงแบบนั่งโต๊ะ เป็นต้น

           เสื้อชั้นในผิดไซส์

              เชื่อหรือไม่ว่าผู้หญิงกว่า 70% เลือกบราผิดเบอร์ คุณอาจจะคิดว่าบราที่รัดแน่นจะช่วยประคองทรวงอกให้กระชับเป็นทรงสวย แต่ที่จริงแล้วนี่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย ไล่ไปตั้งแต่ปวดคอ หลัง และหน้าอก บุคลิกภาพแย่ หายใจติดขัด ผิวหนังระคายเคือง และอาจจะถึงขั้นเกิดความผิดปกติในระบบต่อมน้ำเหลืองได้ ซึ่งเรื่องสุดท้ายนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก แต่มีความเป็นไปได้ว่าบราที่รัดแน่นเกินไปจะทำให้การไหลเวียนของน้ำเหลืองไปยังทรวงอกลดลง ทำให้เกิดของเสียและสารพิษตกค้างในบริเวณดังกล่าว
          เปลี่ยนด่วน : ขนาดหน้าอกของเราเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ อย่าคาดเดาไซส์เอาเอง แต่ใช้การวัดและคำนวณเพื่อให้ได้ขนาดที่พอดีแน่นอนจะดีที่สุด

           กระเป๋าใบโต

              เพราะมีสัมภาระที่ต้องพกติดตัวมากมาย สาว ๆ สมัยนี้ก็เลยเลือกใช้กระเป๋าใบใหญ่ที่จุทุกสิ่งได้เต็มอัตรา ซึ่งกระเป๋าหนัก ๆ นี่แหละทำร้ายสุขภาพของคุณอย่างยิ่ง นอกจากปวดหลัง ปวดบ่า ปวดคอแล้ว ยังอาจจะทำให้กระดูกสันหลังของคุณมีปัญหาด้วย
              เปลี่ยนด่วน : เลือกใช้กระเป๋าที่ใบเล็กลง และจัดกระเป๋าให้มีแต่ของสำคัญเท่านั้น

           ชุดรัด ๆ จัดทรงรูปร่าง

              รวมไปถึงชุดที่โฆษณากว่าใส่สลายไขมันต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่ไม่น่าตามเป็นอย่างยิ่ง โอ.เค. ว่าใส่แล้วคุณอาจจะรู้สึกผอมลงทันตา แต่ผลลัพธ์ต่อสุขภาพนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ชุดที่ชัดแน่นมาก ๆ แน่นอนว่าบริเวณน้องสาวอาจจะเป็นแหล่งเพาะตัวของเชื้อจำพวกยีสต์ การเข้าห้องน้ำกลายเป็นเรื่องลำบาก ทำให้คุณกลั้นปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว เลยเป็นต้นเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว นอกจากนี้ความรัดของชุดยังอาจก่อให้เกิดการกดทับบริเวณเส้นประสาทและเส้นเลือด หรือถ้าเป็นชุดที่รัดแน่นอนจนถึงบริเวณปอด ก็อาจส่งผลถึงการหายใจด้วย
              เปลี่ยนด่วน : อยากมีรูปร่างสวย ๆ ก็ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ชุดรัด ๆ พวกนี้พึ่งได้ชั่วคราว แต่อาจต้องมาทรมานกับการรักษาไปอีกนาน

           กางเกงชั้นใน จี-สตริง

              ต่อให้คุณอยากจะเป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ขนาดไหน จี-สตริง ก็ไม่เคยเป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมักจะเสียดสี และส่วนใหญ่ยังทำจากผ้าใยสังเคราะห์ ก็เลยระบายความอับชื้นได้ไม่ดี จึงเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อราในช่องคลอดได้ และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ด้วยรูปทรงของกางเกงในแบบจี-สตริง อาจจะทำให้เชื้อโรคจากบริเวณก้นถูกดันมาด้านหน้าเกิดการติดเชื้อที่บริเวณช่องคลอดและท่อปัสสาวะได้อีกต่างหาก
              เปลี่ยนด่วน : เลือกสวมกางเกงชั้นในผ้าคอตตอนที่ระบายความชื้นได้ดีจะดีที่สุด

           สกินนี่ยีนส์

              คุณเคยรู้สึกชาแถว ๆ ด้านข้างสะโพกบ้างหรือเปล่า ? นี่อาจเป็นเพราะกางเกงตัวโปรดของคุณเล็กเกินไปก็ได้นะ เพราะกางเกงที่รัดแน่นเกินพอดีจะไปกดทับเส้นประสาทผิวหนังโดนขาด้านข้าง (Lateral Femoral Cutaneous Nerve) จนทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจจะเป็นต้นเหตุก่อตัวของเชื้อราในช่องคลอดได้อีกด้วย
              เปลี่ยนด่วน : อยากตามแฟชั่นเทรนด์นี้ก็ต้องเลือกกางเกงที่ใหญ่ขึ้นสักเบอร์ และหาที่ผ้านิ่ม ๆ หน่อยก็ดี

           รองเท้าไร้ส้น

              อย่าเพิ่งกรีดร้องว่ารองเท้าส้นสูงก็ไม่ดี ส้นเตี้ยก็ไม่ได้ ในที่นี้เราพูดถึงรองเท้าที่พื้นแบน ๆ บาง ๆ มีส้นขึ้นมาเลยสักเซนติเมตรต่างหาก เพราะรองเท้าแบบนี้มักไม่มีอะไรมารองรับบริเวณอุ้งเท้าที่โค้งงอ ทำให้อุ้งเท้าเกิดอาการตึง และหากว่าเขาใส่รองเท้าลักษณะนี้นาน ๆ เนื้อเยื่ออาจค่อย ๆ เกิดการฉีดขาดจนทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบทุกครั้งที่ย่างก้าว ซึ่งเป็นอาการอักเสบของพังผืดที่ฝ่าเท้า และเป็นอาการหลักที่นำผู้หญิงไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเท้ามากที่สุด
              เปลี่ยนด่วน : มองหารองเท้าที่มีการหนุนบริเวณความโค้งของอุ้งเท้าและส้นเท้ามาใส่ เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล
[Continue Reading]

ไม่อยากหน้าแก่ รีบแก้ด้วยวิธีเหล่านี้

              โถ…พอพูดถึงหน้าแก่ เชื่อได้เลยว่าสาว ๆ ดราม่ากันเป็นแถวแน่ ๆ ก็อย่างเรา ๆ ยิ่งเวลาผ่านไป ก็จะยิ่งอยากให้หน้าดูอ่อนเยาว์ สาวขึ้นสินะ ใครจะไปอยากหน้าแก่กันล่ะ แต่ชีวิตประจำวันที่เราปฏิบัติกันอยู่นั้น ส่งผลร้ายผลดีกับใบหน้าของเราบ้างไหม ลองมาดูกันหน่อยดีกว่านะคะ

              ก่อนอื่นเลย หากสาว ๆ กำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ หยุดซะ !

           1. นอนดึก การพักผ่อนน้อยส่งผลเสียต่อผิวเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ผิวอ่อนล้าและแก่เร็ว

           2. เครียด ความเหนื่อยหนักในเรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิต จะส่งผลกระทบกับร่างกายของเรา

           3. กินสารพิษ อย่างเหล้า, บุหรี่, กาแฟ, ชา, และของหวานต่าง ๆ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรรนะคะ

              ต่อมาก็เป็นวิธีปฏิบัติที่จะทำให้เรามีใบหน้าอ่อนเยาว์ ชะลอความแก่ของใบหน้าได้นะคะ

           1. ยิ้มจากใจ ความงามนี้มีอยู่ในตัวเราทุกคน เพียงแค่เราจะทำ รอยยิ้มถือเป็นเครื่องทำสวยชิ้นเอกที่ธรรมชาติมอบให้นะคะ ในบางคนไม่กล้ายิ้มเพราะกลัวรอยตีนกา หารู้ไม่ว่าการทำหน้าบึ้งนั้นใช้กล้ามเนื้อมากกว่าเยอะ และร่องรอยที่เกิดจากการยิ้มช่วยให้หน้าดูมีเสน่ห์

           2.ไม่เคี้ยวหนัก ไม่กินเหนียว ขอให้ถนอมหน้าด้วยการลดเคี้ยว ลดการกัดฟันและลดการใช้กรามลงบ้าง เพราะการเคี้ยวทำให้ใบหน้าเปลี่ยนรูปได้มาก เกิดริ้วรอยและเคี้ยวบ่อยทำให้กรามดูกว้างขึ้น

           3. พักยูวี หนีแสงแดดที่ร้อนแรงบ้างบางขณะ เพราะยูวีมีผลกับ "ผิว" และ "ดวงตา" สวย ๆ มาก การสัมผัสแสงยูวีนานๆ จะทำให้คอลลาเจนที่ผิวเสื่อมเร็ว รอยยับตามผิวจะเกิดขึ้นได้ง่ายค่ะ

           4. เว้นกรีดตา การปัดตาหรือใช้อายไลน์เนอร์บ่อย ๆ อาจทำให้เกิดริ้วรอยขึ้นมาได้ โดยเฉพาะตรงหางตาที่อาจพาริ้วรอยเล็ก ๆ มาจนที่สุดกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

           5. นอนไม่ทับหน้า การนอนเอียงหน้านั้นนานเข้ามันมีผลให้เกิดรอยยับเป็นร่องลึก เพราะฉะนั้นการหยุดนอนทับหน้าตั้งแต่วันนี้จะช่วยได้นะคะ

           6. อย่าดูดบ่อย โดยเฉพาะ 2 ดูด คือ "บุหรี่" และ "หลอดดูด" เพราะการใช้หลอดดูดน้ำอย่างดูดดื่มจนปากจู๋จะมาคู่กับรอยยับเล็ก ๆ รอบริมฝีปาก เป็นรอยโดยที่เราไม่รู้ตัว

           7. ปล่อยหัวเราะ เปล่งเสียงแห่งความสุขออกมา อ้าปากหัวเราะจากใจบ้าง นอกจากสร้างความ "ไม่แก่"แล้ว ยังช่วยให้คนรอบข้างได้ผ่อนคลายด้วย การหัวเราะช่วยกระตุ้นสารแห่งความสุขและความสดใสบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           8. สร้างคอลลาเจน มีวิธีง่าย ๆ ช่วยได้คือ โยคะหน้า, ออกกำลังกาย และรับประทานปลา พวกโปรตีนย่อยง่าย

           9. ออกกำลังกาย เป็นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดแบบง่าย ๆ แถมช่วยให้ผิวเด้งดูเฟิร์มสวยด้วย เพราะการออกกำลังช่วยละลายไขมัน สร้างความกระชับและยืดหยุ่นให้ผิว

           10. เพิ่มพลังน้ำ ผิวจะไม่แก่ต้องมี "น้ำ" อยู่เพียงพอ ความชุ่มชื้นสำคัญมากต่อผิว การที่ผิวแก่เร็วมีสัญญาณหนึ่งคือ "อุ้มน้ำได้น้อย" ดังนั้นการเติมน้ำให้ผิวและพิทักษ์น้ำไม่ให้รั่วจากผิวไปจึงเป็นเคล็ดลับสำคัญ


    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

5 ผลเสียที่คาดไม่ถึง หากเลือกชุดชั้นในผิดไซส์ !




          ชุดชั้นในผิดไซส์ ส่งผลเสียต่อร่างกายของผู้หญิงมากเกินกว่าที่คิดไว้ ซึ่งในระยะสั้นอาจเกิดอาการเจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยังพอรับมือได้ แต่ในระยะยาวอาจเป็นหนทางสู่โรคที่อาจสายเกินแก้อย่างโรคมะเร็งเต้านม ที่เชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเป็น

              ถึงแม้ว่าชุดชั้นในคุณภาพดีจะมีราคาสูงกว่าตามตลาดทั่วไป แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรลงทุนเพื่อสุขภาพ และบุคคลิกของคุณ ลองคิดดูสิคะว่าหากซื้อชุดชั้นในที่คับแน่น หรือหลวมจนเกินไป อีกทั้งยังทำมาจากวัสดุคุณภาพต่ำ จะทำให้คุณต้องมาคอยกังวลตลอดทั้งวัน ไหนจะต้องคอยดึงให้เข้ารูปบ่อย ๆ และวัสดุที่ไม่ดีจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ นอกจากนี้การเลือกชุดชั้นในผิดไซส์ยังส่งผลเสียที่น่าทึ่งอย่างไม่คาดฝันได้อีกด้วย งั้นมาดูกันดีกว่าว่า 5 ผลเสียที่สาว ๆ คาดไม่ถึงหากเลือกชุดชั้นในผิดไซส์จะมีอะไรบ้าง บอกได้เลยว่าน่ากลัวมาก ๆ อ่ะ

       ก่อให่้เกิดมะเร็งเต้านมในระยะยาว
              สาว ๆ คนไหนที่ชอบบ่นว่าปวดหัว หรือปวดหลังบ่อย ๆ ก็ลองคิดทบทวนดูให้ดีสักนิดว่า ชุดชั้นในที่คุณเลือกใส่นั้น เป็นไซส์ที่เหมาะกับหน้าอกของคุณหรือไม่ หากเลือกชุดชั้นในที่มีไซส์ไม่พอเหมาะพอดี เช่น ชุดชั้นในที่คับเกินไป ส่วนผ้า และโครงเหล็กอาจบีบรัดหน้าอกจนทำให้รู้สึกปวดได้ และยิ่งใส่เป็นเวลานานทั้งวัน แน่นอนว่าคุณต้องเกิดอาการเจ็บปวดตามร่างกายได้ง่ายแน่ ๆ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น อาการเจ็บปวดจะสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงทุกคนสะพรึงกลัวเป็นที่สุด

       ระบบหายใจมีปัญหา

              หากคุณเลือกใส่ชุดชั้นในที่คับแน่นเกินไป และยังเป็นชุดชั้นในที่เสริมโครงเหล็กด้วยนั้น จะทำให้เกิดการกดทับกับกระดูก และกล้ามเนื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหากับระบบหายใจในระยะยาวแน่นอน ฉะนั้นอย่าประมาทเชียวนะคะ เพราะตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น แต่ในระยะยาวคุณอาจจะพบเจอกับปัญหานี้อย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

       เกิดบาดแผลจากการเสียดสี

              ชุดชั้นในที่คับเกินไปจะทำให้เสียดสีกับบริเวณหน้าอก จนเกิดบาดแผลในบริเวณนั้น ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อน หากเวลาคุณขยับเขยื้อนตัวทั้งวัน ก็อาจทำให้โครงชุดชั้นในเสียดสีกดทับกับร่างกายมากขึ้น และเมื่อผสมรวมกับเหงื่อ บาดแผลก็จะยิ่งลุกลามหนักกว่าเดิม จนต้องเสียเงินรักษากันอีกนาน ดีไม่ดีอาจทิ้งรอยไว้ให้ช้ำใจทีหลังด้วย

       เสียบุคลิกภาพ

              ไม่ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าด้านนอกที่สวยหรูขนาดไหน แต่หากคุณยังใส่ชุดชั้นในที่ผิดไซส์ไว้ด้านใน จะทำให้หน้าอกของคุณนูนออกมาแปลกผิดธรรมชาติ บางทีอาจจะนูนออกมาด้วยขนาดที่ไม่สมดุลกัน ซึ่งทำให้บุคลลิกของคุณดูแย่ เพราะต้องคอยขยับชุดชั้นในที่อึดอัดเสมอ แถมเสื้อผ้าภายนอกที่สวยงามก็กลับดูไม่สวยตามไปด้วย

       เกิดอาการเจ็บปวดร่างกาย

              แน่นอนว่าผู้หญิงทุกคนต้องใส่ชุดชั้นในตลอดเวลาที่ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน ยิ่งกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานต้องอยู่กับชุดชั้นในหลายชั่วโมง ถ้าหากเลือกใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ที่อาจจะคับแน่นหน้าอกเกินไป จะทำให้รู้สึกปวดกระดูก และกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นไปทั้งวัน อีกทั้งยังจะทำให้สุขภาพจิตของคุณแย่ลงไปด้วย ฉะนั้นควรหันมาใส่ใจในการเลือกไซส์ชุดชั้นในให้เหมาะกับคุณ เพื่อเลี่ยงอาการเจ็บปวดตามร่างกายดีกว่าค่ะ


              เห็นไหมล่ะคะว่า การเลือกชุดชั้นในผิดไซส์นั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่คิดเลย รู้แบบนี้แล้ว ควรโละเสื้อชั้นในผิดไซส์ที่คุณมีอยู่ทิ้งไปเสียเถอะ อย่าไปเสียดายเลยค่ะ เพราะมันช่างไม่คุ้มค่ากับการที่จะเอาร่างกายของคุณมาแบกรับกับความเจ็บปวดทุกวันเลยจริง ๆ 



    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

ผู้หญิงนิยมใส่บราผิดไซส์ หวังให้อกดูม-เสริมความมั่นใจ



              หญิงอังกฤษจำนวนไม่น้อย เลือกใส่บราผิดไซส์ เพราะต้องการให้หน้าอกดูใหญ่กว่าเดิม เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น 
              เชื่อว่าคงมีสาว ๆ ที่เลือกใส่บราผิดไซส์กันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะบางคนก็เลือกให้ใหญ่กว่าไซส์หน้าอกตัวเอง เพื่อให้คนภายนอกมองเห็นว่าหน้าอกคุณไม่ได้จอแบนจนทำให้เสียเซลฟ์เกินไป และยังช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณกล้าเดินเฉิดฉายออกไปพบปะผู้คนมากขึ้นด้วย แต่ไม่เพียงเฉพาะสาว ๆ บ้านเราเท่านั้นหรอกค่ะ สาวอังกฤษก็ทำแบบนี้เหมือนกัน จากผลสำรวจพบว่าสาว ๆ เมืองผู้ดีจำนวนไม่น้อยเลยที่เลือกใส่บราผิดไซส์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

              วันที่ 14 พฤษภาคม 2014 เว็บไซต์เดลี่เมล  เผยผลสำรวจจากแบรนด์ชุดชั้นใน Triumph เกี่ยวกับผู้หญิงอังกฤษที่เลือกใส่บราผิดไซส์ แม้จะรู้ว่าตนเองเลือกใส่บราไม่พอดีตัว แต่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ โดยผลสำรวจเผยว่า ผู้หญิงกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ ตั้งใจใส่บราที่ไม่พอดีตัว เพราะต้องการให้หน้าอกดูใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ 

              ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ ก็ออกมายืนยันว่า การใส่บราที่ไม่พอดีตัวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้พวกเธอมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องงาน และผู้หญิงกว่า 76 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังคงจะเลือกใส่บราที่ใหญ่กว่าหน้าอกตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย อีกทั้งผู้หญิงจำนวนไม่น้อยไม่รู้ไซส์บราที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือบราไซส์ที่ใส่พอดีตัวไม่ค่อยจะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป

              นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่า ผู้หญิงทั่วโลกมักจะเลือกซื้อบราที่เข้ารูป เหมาะสมกับรูปร่าง และนุ่มเบาสบาย และแบรนด์ชุดชั้นในชื่อดัง ไทรอัมพ์ (Triumph) ยังมีแคมเปญดี ๆ ในการค้นหาผู้หญิงอังกฤษ 10,000 คน ที่เลือกใส่บราถูกไซส์อีกด้วย โดยมีชื่อแคมเปญว่า Stand Up For Fit เพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงเลือกใส่บราในไซส์ที่เหมาะกับตัวเองมากยิ่งขึ้น

              รู้อยู่แล้วค่ะว่าสาว ๆ ต้องการมีหน้าอกที่ดูสวยงามไม่แบนเป็นไข่ดาว แต่การเลือกใส่บราผิดไซส์นั้น จะส่งผลร้ายต่อร่างกาย และสุขภาพของคุณมากกว่าที่คิด ทางที่ดีควรเลือกชุดชั้นในเสริมฟองน้ำเอาไว้ใส่ในวันที่อยากเพิ่มความมั่นใจมาใส่แทนดีกว่านะคะ 

ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

พฤติกรรมบั่นทอนอายุ ! สาวคนไหนไม่อยากแก่เร็ว ห้ามพลาด

              ก็สมัยนี้น่ะ คนส่วนหนึ่งที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น อันนี้ก็ดีอยู่แล้วค่ะ แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นก็เรียกว่าไม่ใส่ใจสุขภาพเอาเสียเลย มีการใช้ชีวิตแบบปล่อยไปตามมีตามเกิด แบบนี้ไม่ได้แล้วนะคะ เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ ที่จะบอกได้เลยว่าเราจะมีอายุยืนสักแค่ไหน หรือแก่ช้าอย่างไร งั้นเรามาดูสิ่งที่เมื่อทำแล้วเราจะแก่เร็ว ! กันเถอะ

           การนอนดึก

              ก่อนอื่นเลย คือ การนอนดึก ไม่ว่าจะไปเที่ยวมา ทำงานเลิกช้า ติดซีรีย์ หรือดูฟุตบอลก็ตาม การนอนดึกนั้นทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นแล้วจะยิ่งทำให้เกิดโรคร้ายอื่น ๆ ได้อีก เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เพราะคนนอนดึกก็มักจะหิว ยิ่งง่ายต่อการทานกลางคืนค่ะ

           สูบบุหรี่และกินเหล้า

              อันนี้แน่นอนอยู่แล้วว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นผลเสียกับอวัยวะภายในและภายนอกของร่างกาย เพราะปอดและตับจะทำงานหนัก เป็นผลให้แก่เร็วและเป็นมะเร็งตามมา เพราะฉะนั้นเราจึงควรลด ละ และเลิกซะตั้งแต่ตอนนี้นะคะ เพื่อสุชภาพที่ดีของเรา

           ชอบทานแต่ไขมัน

              เพราะไขมันและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็ง ที่จะทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ มิหนำซ้ำยังอ้วนอีกนะ

           มีความเครียดจัด

              เพราะหากมีความทุกข์ ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่ช่วยในการเจริญเติบโตของมะเร็งได้อย่างดีทีเดียว นอกจากจะเป็นเรื่องของมะเร็งแล้ว ความเครียดนั้นจะบั่นทอนในทุกการกระทำของเราอีกต่างหากนะคะ มีผลไปถึงหน้าหมองคล้ำดำเสีย ไม่สดใสอีกด้วย

           ร่างกายขาดวิตามิน

              เพราะวิตามินต่าง ๆ จะทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งได้อย่างดี แล้วหากร่างกายขาดวิตามินเหล่านี้ ก็จะไม่มีอะไรสู้กับมันได้ เพราะฉะนั้นควรหมั่นรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินให้เข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ

           ทานของร้อนจัดเกินไป

              อย่างการซดชาร้อน หรือกาแฟร้อนนั้น จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบ และเมื่ออักเสบแล้วก็มีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง อย่างนั้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงและควรรอให้ของร้อนแล้วนั้น อยู่ในระดับที่พออุ่นค่ะ

           กลั้นปัสสาวะ

              น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้น มันจะทำให้กระเพาะปัสสาวะของเราสะสมสิ่งเน่าเสียเหล่านี้ก่อให้เกิดมะเร็งได้ แล้วยังทำให้เราเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีกด้วย

           ชอบทานรสเค็ม

              สิ่งมีชีวิตที่กินอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเต็ม เนื้อแห้ง เป็นต้น ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชอบทานเค็มให้ลดน้อยลง ก่อนที่จะสายเกินไปนะคะ

           ตากแดดบ่อยเกินไป
              แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นได้ อย่างนั้นแล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแดดที่แรงจัด หาวิธีป้องกันโดยการทาครีมกันแดด ใส่เสื้อผ้าปกคลุมก็ได้นะ





    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

สาวชอบแต่งหน้า เสี่ยงสารเคมีสะสม 2 กิโลกรัมต่อปี



              รู้หรือไม่ ? สาวผู้ชื่นชอบการแต่งหน้า เสี่ยงต่อการสะสมสารเคมีถึง 2 กิโลกรัมต่อปี !

              คงต้องยอมรับว่าสาว ๆ สมัยนี้สนุกกับการแต่งหน้ามากขึ้น เพราะเทคนิคการสอนแต่งหน้าสามารถหาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่รู้กันหรือไม่ว่าในเครื่องสำอางที่ใช้กันอยู่นั้นมีส่วนประกอบของสารเคมีอยู่ระหว่าง 80-90% ซึ่งถ้าหากสาว ๆ ไม่ดูแลปกป้องผิวหน้ากันอย่างดีแล้ว นอกจากจะได้ผิวหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยเป็นของแถมแล้ว ยังเสี่ยงต่อการสะสมสารเคมีในร่างกายถึงปีละ 2 กิโลกรัม ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับผิว ความผิดปกติด้านฮอร์โมน หรือแม้กระทั่งก่อเกิดมะเร็งได้

              "ในการแต่งหน้าแต่ละครั้งนั้น ผิวหนังสามารถซึมซับสารเคมีจากเครื่องสำอางเข้าสู่ร่างกายได้ถึง 60% อันเป็นสาเหตุเบื้องต้นของผิวหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยเหี่ยวย่น เนื่องจากผิวหน้าได้รับออกซิเจนน้อยลงทำให้เซลล์เสื่อม และดูมีอายุก่อนวัย ถึงแม้จะมีการทำความสะอาดเป็นอย่างดีก่อนนอน ดังนั้นยิ่งผู้หญิงยิ่งแต่งหน้าหนามากเท่าไหร่ จะยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการดูแก่ก่อนวัยและผิวหมองคล้ำมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่ควรใช้สำอางมากชนิด ควรใช้แต่พอควร และรีบล้างออกทันทีเมื่อหมดวัน หากทิ้งไว้อาจเป็นต้นกำเนิดของแบคทีเรียต่าง ๆ ทำให้เกิดการอุดตัน เป็นที่มาของผื่นแพ้และเป็นสิว" นพ.วรพล สุขีวัฒนา หรือ ดร.โทนี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ กล่าว

              สาว ๆ ผู้รักสวยรักงามต้องหันมาใส่ใจในเลือกซื้อเครื่องสำอางกันมากขึ้น โดยให้ความใส่ใจกับส่วนผสมต่าง ๆ เพราะสารบางตัวนั้นเป็นต้นเหตุของมะเร็ง บางตัวมีผลทำให้ฮอร์โมนผู้หญิงลดลง ประจำเดือนหมดเร็ว ก่อนจะซื้อเครื่องสำอางจึงควรระวัง 5 อันดับต้น ๆ ของสารเคมีที่มีอันตรายต่อร่างกาย ดังต่อไปนี้

              1. พาราเบน (Paraben) สารกันเสียที่นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนัง ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมทำความสะอาด รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือโรลออน เนื่องจากราคาถูกจึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรูปของเมธิลพาราเบน (Methylparaben) และเอทิลพาราเบน (Ethylparaben) มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สารเคมีตัวนี้สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หลายองค์กรจึงรณรงค์ให้หลีกเลี่ยงการใช้พาราเบนที่พบว่าเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ ทำให้มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน (Hormone imbalance) และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม 

              2. ทาล (Talc) เป็นสารเคมีอีกหนึ่งชนิดที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะถ้าใช้แหล่งวัตถุดิบไม่ดีอาจเกิดการปนเปื้อนของสารชนิดที่เรียกว่า "Asbestos" แต่ต้องได้รับเป็นจำนวนมากจึงส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ ทาลเป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบมากที่สุดในเครื่องสำอางประเภทแป้งตลับ อายแชโดว์ชนิดฝุ่น หรือพวกบลัชออน เป็นต้น โดยทำหน้าที่เป็นสารช่วยหล่อลื่นทำให้รู้สึกลื่นเมื่อสัมผัส ไม่จับตัวเป็นก้อน

              3. Petroleum Derivative เป็นสารเคมีที่ได้มาจากการแยกน้ำมันปิโตรเลียม และถูกนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายประเภท อาทิ ครีมรองพื้น โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว เพื่อทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื่นผิว โดยการเคลือบผิวไว้ แต่ด้วยความที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และผ่านกรรมวิธีทางเคมี จึงอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง ผิวอุดตันและเกิดสิวได้ และหากสะสมในประมาณมากพอสมควร อาจเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของผิว ทำให้ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันในเพศหญิงอ่อนแอ

              4. สารตะกั่ว (Lead) อาจจะปนเปื้อนมาจากการสกัดส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางเป็นสารต้องห้าม เนื่องจากหากดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอาการปวดบิดในท้องอย่างรุนแรง ร่วมกับอาการท้องผูก หรือถ่ายเป็นเลือด เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วขึ้นและลดอัตราการสร้างเม็ดเลือดแดง ระบบประสาททั่วร่างกายผิดปกติ กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาจพบสารตะกั่วได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก หากพบว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสารตะกั่วเกินกว่านี้จะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย

              5. สารปรอท (Mercury) เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการการแพ้หรือระคายเคืองได้อย่างรุนแรง อันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ มักพบในเครื่องสำอางที่ทำให้สีผิวจาง ลดสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ที่ไม่ได้มาตรฐาน สารปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น สูดดมเข้าทางปอด หรือถูกดูดซึมผ่านทางลำไส้เล็กหากมีการกลืนกินเข้าไป แม้แต่การทาที่ผิวหนัง สารปรอทก็จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกาย


              ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีสารจำพวกนี้ และควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดทุกครั้ง หรือหากเลี่ยงไม่ได้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่สามารถป้องกันการซึมเข้าผิวของสารเคมีชนิดต่าง ๆ จะสามารถปกป้องผิวจากสารเคมีในเครื่องสำอาง ทำให้ผิวดูกระจ่างใสและลดอัตราเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ ได้

    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

ดับกลิ่นปากฉบับฉุกเฉินเร็วทันใจหายห่วง



วันนี้เรามีวิธีจัดการกับกลิ่นปากแบบง่ายๆ แต่อยู่หมัดมาฝากกันด้วยค่ะ แถมยังช่วยคุณในเวลาที่ฉุกเฉินแบบเร็วทันใจได้อีกต่างหาก วิธีนี้เรียกว่าไม่จำไว้ไม่ได้แล้วนะค่ะเพราะว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะจำเป็นสำหรับคุณก็เป็นไปได้นะค่ะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่าต้องทำอย่างไรกันบ้างเอ่ย…

กลิ่นปากมีกันได้ทุกคนค่ะ แต่จะมากหรือมีน้อยก็อาจจะต้องขึ้นอยู่ที่ปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันไปค่ะ บางคนเป็นโรคในช่องปากอันนี้ต้องมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากที่รุนแรงอย่างแน่นอนค่ะกรณีแบบนี้ความจะไปพบแพทย์ดีที่สู๊ดจ้า หรือใครฟันผุปัญหาก็ต้องรีบแก้ไขเช่นเดียวกันก็ต้องพอแพทย์กันก่อนนะจ๊ะเพราะปัญหานี้กลิ่นปากจะหมดไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาจากทันตแพทย์เท่านั้นจ๊ะ แต่ดับกลิ่นปากฉบับฉุกเฉินเร็วทันใจหายห่วงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้สำหรับเหมาะกำลังคนที่ต้องการดับกลิ่นปากแบบเร่งด้วยด้วยเหตุผลที่ว่าไปทานอาหารมาแล้วรู้สึกมีกลิ่นปากเข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ยิ่งต้องไปพบคนเยอะๆ ด้วยแล้ววิธีนี้ได้ผลแน่นอนค่ะ แล้วคนที่พึ่งตื่นนอนก็ใช้ได้เช่นเดียวกันค่ะเหมาะกับแขกมาบ้านแล้วยังไม่แปรงฟันหรือหาน้ำยาบ้วนปากไม่เจอหรือน้ำยาบ้วนปากดันหมดซะได้อะไรแบบนี้ค่ะ

และวิธีง่ายๆ ของเราที่จะบอกต่อไปนี้ก็คือให้คุณลองหั่นมะนาวสักครึ่งลูกเลือกลูกไม่ต้องใหญ่มากค่ะและผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว ค้นให้เข้ากันจากนั้นนำมาอมสักครึ่งนาทีแล้วกลั้วปากให้ทั่วค่ะ เพียงเท่านั้นก็ทำให้กลิ่นปากของคุณหายไปแบบง่ายๆ แล้วละค่ะ นอกจากจะทำให้กลิ่นหายไปแล้วยังช่วยให้ลมหายใจของคุณๆ หอมสดชื่นในเวลาเดียวกันได้อีกด้วยนะค่ะเหมือนคุณเพิ่งแปรงฟันมาใหม่ๆ เลยละค่ะ ในส่วนผสมของน้ำมะนาวนั้นมีกรดซิตริกที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปากได้เป็นอย่างดีซึ่งเจ้าแบคทีเรียนี้ละค่ะที่เป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดกลิ่นปากค่ะ และวิธีนี้ยังช่วยให้ฟันคุณๆ แลดูขาวขึ้นและขจัดหินปูนแบะเศษอาหรที่ติดอยู่ตามซอกฟันได้อีกด้วยนะ วิธีแสนดีแบบนี้อย่าลืมนำไปใช่กันดูนะค่ะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก gigail.com
[Continue Reading]

โกรธเมื่อไร หลีกให้ไกล 10 พฤติกรรมนี้

              แค่รู้สึกโกรธก็บั่นทอนสุขภาพไปตั้งเท่าไร และถ้ายิ่งทำพฤติกรรมต้องห้ามยามโกรธเหล่านี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งย่ำแย่ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเลยนะจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นมาศึกษาไว้แล้วเลี่ยงให้ไกลเลยดีกว่า

              ความโกรธไม่ได้ทำให้เราอารมณ์เสียอย่างเดียวแล้วล่ะค่ะ เพราะทางเว็บไซต์ Huffington Post เขาได้หยิบงานวิจัยจากสถาบันสุขภาพมากระซิบบอกเราต่อว่า อารมณ์โกรธในตัวบุคคล อาจส่งผลกระทบไปถึงพฤติกรรม ก่อให้เกิดอันตรายได้มากมาย และยิ่งถ้าทำพฤติกรรมต้องห้ามยามโกรธ 10 พฤติกรรมเหล่านี้ด้วยแล้ว อารมณ์ขุ่นมัวก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทบทวีคูณ เผลอ ๆ ก็อาจจะเจ็บตัวถึงขั้นเลือดตกยางออกได้เชียวนะ
     
    1. อย่านอนหลับไปพร้อมความโกรธ
                
              ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอนหลับ สมองจะประมวลผลอารมณ์และความคิดของเรา ณ ขณะนั้นเอาไว้ในหน่วยความทรงจำ ดังนั้นหากคุณนอนหลับไปพร้อมกับความว้าวุ่นในใจ ความคิดแค้น หรือแม้แต่ความไม่พอใจเล็ก ๆ อารมณ์ในแง่ลบเหล่านี้ก็จะเข้าไปก่อกวนคุณแม้ยามนอนหลับพักผ่อน เปรียบเสมือนตัวกักเก็บอารมณ์โกรธให้ทรงประสิทธิภาพเอาไว้ และในขณะที่ตื่นนอนขึ้นมา ความกรุ่นโกรธก็ยังไม่จางหายไปไหน สร้างความขุ่นมัวต่อเนื่องไปอีกเรื่อย ๆ เลยนะคะ ฉะนั้นก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับ ก็ทำใจให้สบาย และปล่อยวางความโกรธเอาไว้ไกล ๆ เลยดีกว่า
     
     
     2. ห้ามขับรถเด็ดขาด
                
              อารมณ์โกรธมักจะทำให้เราหุนหันพลันแล่น และอยู่ในสภาะวะเกือบจะขาดสติ ดังนั้นหากคุณขับรถในขณะที่โกรธ โอกาสเกิดอุบัติโดยไม่คาดฝันก็เป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเปอร์เซ็นต์การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของคนขับรถในยามโกรธ ที่พุ่งขึ้นสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ในอารมณ์ปกติ เนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของคนที่ตกอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว มักจะด้อยประสิทธิภาพกว่าคนที่มีสภาวะทางอารมณ์มั่นคง จนหลายครั้งก็มองไม่เห็นคนที่เดินอยู่ข้างถนน หรือความโกรธก็ผลักดันให้คุณตัดสินใจฝ่าไฟแดง เป็นต้น
     
     
     3. ระบายอารมณ์แรง ๆ แน่ใจหรือว่าหายโกรธแน่
                  
              บางคนโกรธแล้วชอบทำลายข้าวของ ตะโกนเสียงดัง หรือออกอาการฟึดฟัดน่ากลัว ซึ่งจิตแพทย์ก็อธิบายว่า การระบายความโกรธด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ อาจจะช่วยลดระดับอารมณ์ของคุณลงมาได้ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้คุณรู้สึกโกรธน้อยลงแต่อย่างใด เผลอ ๆ อาจจะเพิ่มความรู้สึกโกรธในตัวเองให้มากขึ้น ส่งผลเสียระยะยาวต่อนิสัยส่วนตัว และลดทอนความรู้สึกดีต่อคนรอบข้างของคุณไปทีละเล็กละน้อย ทั้งยังอาจเปลี่ยนคุณเป็นคนที่มีนิสัยก้าวร้าวในอนาคตอีกต่างหาก

     4. โกรธแล้วกิน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
                
              สำหรับคนที่ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหนก็กินแหลก หรือโกรธ เศร้า เหงาก็กิน ต่อไปนี้ลองเปลี่ยนตัวเองใหม่เพื่อสุขภาพที่ไฉไลขึ้นดีกว่า เพราะถ้าลองสังเกตตัวเองสักนิด เราจะเห็นได้เลยว่า อาหารที่เราเลือกกินตอนที่โกรธ หรืออยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ จะค่อนไปทางอาหารที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น อาหารหวาน ๆ เน้นแป้ง แคลอรี่สูง เป็นต้น นอกจากนี้เราอาจจะไม่รู้ว่า ในยามที่เราโกรธ ระบบในร่างกายก็จะแปรปรวน ทำงานผิดปกติไปด้วย จนบางทีก็เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกินอาหารเข้าไปก็เกิดอาการท้องเสีย หรือท้องผูกขึ้นมาซะอย่างนั้น
     

    5. อย่าต่อปากต่อคำ
                
              เชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจกับคำพูดของตัวเองในยามโกรธมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ความโกรธทำให้เราขาดสติ และไม่รู้จักกรองคำพูดของตัวเองให้ดีก่อนเอ่ยวาจาออกไป ฉะนั้นหากไม่อยากเสียใจเพระความปากไวอย่างนั้นอีก ก็เลี่ยงการโต้เถียง หรือต่อปากต่อคำในเวลาที่คุณกำลังรู้สึกโกรธไปเลยดีกว่าเนอะ
     


    6. โพสต์เฟซบุ๊กถึงอารมณ์ในแง่ลบ เรียกคืนไม่ได้แล้วนะ
                
              สังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็จริง แต่การโพสต์ทุกสิ่งอย่างโดยไม่คำนึงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เช่น โพสต์ข้อความที่แสดงถึงความโกรธ หรือโพสต์ระบายความรู้สึกในแง่ลบลงไป อาจลดคุณค่าของคุณได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่อยากได้เห็น หรือได้ยินอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรอกจริงไหม และแม้ว่าคุณจะกดลบข้อความนั้นทิ้งเมื่อได้สติกลับคืนมา ก็ใช่ว่าจะลบความรู้สึกของเพื่อนที่เห็นโพสต์นี้ลงไปด้วยได้นะคะ

     7. ส่งอีเมลระบายอารมณ์
               
               มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบระบายความอัดอั้นตันใจด้วยการเขียนสิ่งที่คิด และรู้สึกในขณะนั้นส่งต่อไปให้เพื่อนร่วมรับรู้ โดยลืมฉุกคิดไปว่า สิ่งที่ระบายออกไปอาจจะไม่ใช่ข้อความที่สมควรส่งต่อแต่อย่างใด และพอเรียกสติคืนกลับมาได้ ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ทันซะแล้ว ฉะนั้นแทนที่เราจะส่งอีเมลระบายความโกรธ หรือโพสต์เฟซบุ๊กระงับอารมณ์ ก็เปลี่ยนเป็นเขียนไดอารี่เพื่อเรียกสมาธิ และสติอยู่ในโลกของตัวเองดีกว่า จะได้ไม่เป็นภาระต่อใครทั้งสิ้นนะจ๊ะ
     

     8. ดื่มแอลกอฮอล์ย้อมใจ
                
              ไม่ว่าจะเป็นตอนโกรธ​ หรืออกหักก็ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ด้วยประการทั้งปวงค่ะ เพราะในสภาวะที่พร้อมจะขาดสติแบบนี้ แอลกอฮอล์จะช่วยผลักดันให้คุณกล้าแสดงความบ้าบิ่นแบบไม่ยั้งคิดมากขึ้นไปอีก ดังนั้นแทนที่จะสงบเงียบ และปล่อยให้ความโกรธเจือจางไป ก็จะกลายเป็นสร้างวีรกรรมความโกรธเอาไว้ให้คนอื่นร่วมรับรู้ หรือบางครั้งอาจจะร้ายแรงถึงขั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นตราบาปในใจที่คุณไม่อาจลืมได้ในชีวิตนี้เลยทีเดียว

     9. อย่าละเลยความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ
                
              โดยเฉพาะในรายที่มีประวัติ หรือความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจมาก่อน ในยามที่โกรธอาจจะต้องฉุกคิดถึงปัญหาสุขภาพในข้อนี้ของตัวเองด้วย เพราะโดยปกติแล้ว อารมณ์โกรธจะเร่งอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตเราพุ่งสูงขึ้นราว ๆ 2 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มรู้สึกโกรธ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าความโกรธจะผลักดันให้อาการเหล่านี้กำเริบ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง
     

     10. หมกมุ่นอยู่กับความโกรธ
                
              สำหรับคนที่ยิ่งโกรธก็ยิ่งย้อนไปคิดถึงต้นเหตุที่ทำให้รู้สึกโกรธ หรือความไม่ยุติธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณ ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้คุณสงบลง หรือหายโกรธเลยสักนิด แต่ในทางกลับกันมันยิ่งทำให้คุณสะสมความคิดแค้น สร้างความหมกมุ่นกับความรู้สึกในแง่ลบเกินเหตุ จนในที่สุดก็แสดงออกมาทางสีหน้าท่าทาง เปลี่ยนคุณที่สดใสให้กลายเป็นคนที่มัวหมองไปด้วยความโกรธ ดับเสน่ห์และรัศมีในตัวคุณไปอย่างน่าเสียดาย
     
                          
              ตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม และโลกใบนี้ ก็แน่นอนว่าเราห้ามไม่ได้ที่จะเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกระบายอารมณ์ และระงับความโกรธไม่ให้พลุ่งพล่านจนยั้งไม่อยู่ได้นี่เนอะ


    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

10 พฤติกรรมลืมทำให้เป็นนิสัย พรากความสุขไปไม่รู้ตัว

     
               วิธีสร้างความสุขให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก แค่บางครั้งเราเผลอลืมทำพฤติกรรมสร้างความสุขง่าย ๆ ให้ตัวเองเท่านั้น ซึ่งคุณจะเป็นอีกคนที่มองข้ามความสุขรอบ ๆ ตัวไปบ้างหรือเปล่า ได้เวลามาพิสูจน์กันแล้วจ้า
                นิยามของความสุขไม่มีกฎตายตัว อยู่ที่ใครจะเลือกมอง และเก็บเกี่ยวความสุขให้ตัวเองได้มากกว่ากัน แต่เชื่อไหมคะว่า หลายคนมองไม่เห็นความสุขในชีวิต ก็เพราะหลงลืมสร้างพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ติดเป็นนิสัยเท่านั้นเอง และถ้าไม่อยากเสียดายความสุขในชีวิตอีกต่อไปแล้ว เว็บไซต์ lifehack ก็แนะนำว่า นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป ปรับเปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ซะ !

    1. ลืมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

                นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ส่วนมากจะแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเครียดฝึกสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และถ้าจะให้ดีควรหามุมสงบ ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ และต้นไม้ ไปยืนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ พลางหลับตาตั้งสมาธิไปด้วยพร้อม ๆ กัน ทำซ้ำ แบบนี้เพียงแค่ 10 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกดดัน หรือแม้แต่ความตื่นเต้นและวิตกกังวล ก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

    2. เป็นเสือยิ้มยาก

                แค่รอยยิ้มน้อย ๆ ของเราก็เปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดูอบอุ่น และน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยนะคะ และยิ่งถ้ายิ้มให้คนรอบข้างบ่อย ๆ ด้วยแล้ว สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาก็ไม่ใช้แค่เพียงรอยยิ้มที่สดใสเท่านั้น แต่เป็นมิตรภาพ และน้ำใจที่แม้ไม่ต้องเรียกร้องก็ได้มาง่าย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ พาให้ความสุขบังเกิดอีกมากมาย

    3. ละเลยคำว่าขอบคุณ

                คำว่าขอบคุณ เป็นคำพูดที่ใครได้ฟังก็รู้สึกดี และเรียกรอยยิ้มแห่งมิตรภาพได้ง่าย ๆ ดังนั้นไม่ว่าใครจะทำอะไรให้คุณก็ตาม แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ก็อย่าลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณเขาด้วยทุกครั้ง ปรับนิสัยเล็ก ๆ แบบนี้ให้ติดเป็นนิสัยได้เร็วเท่าไร ความสุขก็จะมาอยู่ข้าง ๆ คุณเร็วขึ้นเท่านั้นนะจ๊ะ

     4. เฉยเมยกับสิ่งรอบตัว

                ชีวิตในแต่ละวันของเราล้วนมีประสบการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งก็หมายความว่าคุณสามารถสร้างความสนุกสนานให้ตัวเองได้อย่างไม่รู้จบ เช่น ตื่นเต้นกับเมนูใหม่ของร้านอาหารเจ้าประจำ ยิ้มรับดอกไม้ข้างทางที่บานกว่าเมื่อวาน หรือแม้แต่หัวเราะไปกับเรื่องโจ๊กที่เพิ่งเคยอ่าน หรือเคยได้ยินคนพูดถึง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความสุขที่สามารถหยิบฉวยได้จากเหตุการณ์รอบตัว ดังนั้นถ้าคุณเคยไม่ยินดียินร้ายกับความสุขเหล่านี้ ก็ลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้างก็ดีนะ

    5. ไม่เคยปล่อยให้ชีวิตหยุดนิ่งบ้าง

                ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมทุกวันนี้หล่อหลอมให้เราต้องแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย หลายคนเลยเคยชินกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบจนบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นลองหยุดพักมาใช้ชีวิตนิ่ง ๆ ดูสักครั้ง ก็น่าจะสร้างความสุขให้เราได้บ้างล่ะเนอะ

    6. มองข้ามความสุขจากการบิดขี้เกียจ

                การผ่อนคลายร่างกายเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ฟินไม่เบา หลายคนเลยชอบแวบไปนวดกันบ่อย ๆ ทั้งที่จริงแล้วแค่คุณบิดขี้เกียจ ยืดเส้นยืดสายหลังตื่นนอนทุกเช้า เพียงเท่านี้ก็รู้สึกตัวเบา และกระปรี้กระเปร่าขึ้นมากแล้ว
     
    7. ไม่เคยชินกับการเต้นแร้งเต้นกา

                ถ้าคนที่กำลังซึม ๆ เศร้า ๆ ลุกขึ้นมาเต้นแรงเต้นกา ก็อาจจะดูแปลกจนคล้ายคนเสียสติไปเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณได้ลองเต้นสักครั้ง หรือแค่โยกไปตามจังหวะเพลงแบบสวย ๆ เบา ๆ คุณจะต้องแปลกใจกับอารมณ์ของตัวเองแน่ ๆ ล่ะค่ะ ก็มันมีความสุขขึ้นจนบรรยายออกมาไม่ถูกน่ะสิ

    8. ละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว

                อาจเป็นเพราะความเร่งรีบในแต่ละวันที่ทำให้เราลืมสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างลึกซึ้ง ซึ่งถ้าคุณปรับชีวิตให้ช้าลง แล้วรู้จักใส่ใจสีสวย ๆ ของดอกไม้ หรือสิ่งรอบข้างให้มากขึ้น ความสุขในชีวิตก็จะลอยวนให้คุณเก็บเกี่ยวมาใส่ตัวอีกมากมายเลยทีเดียว

    9. ลืมมองพระอาทิตย์ตกดิน
                ความสวยงามของธรรมชาติอย่างพระอาทิตย์ขึ้น หรือตกดิน สีของท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มแดงจาง ๆ รวมทั้งบรรยากาศรอบตัวที่เย็นสบายมากขึ้น ล้วนเป็นสื่อกระตุ้นเอ็นดอร์ฟิน สร้างความสุขและความผ่อนคลายให้เราได้ง่าย ๆ ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ไปชมพระอาทิตย์ตกดินกันหน่อยดีกว่า จะได้มีความสุขเพิ่มขึ้นเนอะ
     
    10. หลุดจากโลกเพ้อฝัน

                ความเพ้อฝันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระของคนที่จริงจังกับชีวิตมาก ๆ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่มีทางรู้ว่า เวลาหลุดเข้ามาอยู่ในโลกเพ้อฝัน ได้สร้างจิตนาการให้ตัวเองอย่างเป็นอิสระ มันช่วยปลดปล่อยเราจากความตึงเครียดได้แค่ไหน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ชีวิตมีแรงบันดาลใจดี ๆ ที่จะกลายเป็นความสุขกับชีวิตเราต่อไปในวันข้างหน้าได้อีกด้วย
     
                ความสุขไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนเลยสักนิดนะคะ แต่คนที่คิดอะไรซับซ้อน จนลืมความเรียบง่ายของชีวิตต่างหากที่เผลอลืมตัวสร้างปราการปิดกั้นความสุขของตัวเอง ดังนั้นเรามาทลายกำแพงความทุกข์ แล้วเปิดรับความสุขกันดีกว่า ;)


    ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
[Continue Reading]

ฝังเข็มช่วยรักษาออฟฟิศซินโดรมได้

สายตาจ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์นานกว่าวันละ 6 ชั่วโมง จะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว เราจะรู้ก็ต่อเมื่อรู้สึกปวดแล้วอาจจะปวดไหล่ ปวดแขน ชาตามนิ้วมือ หรือปวดสะบักเป็นต้น

ฝังเข็มช่วยรักษาออฟฟิศซินโดรมได้

อาจารย์ชัย พนมยันตร์ แพทย์แผนไทยและจีน (ฝังเข็ม) โรงพยาบาลนครธน บอกว่า “ออฟฟิศซินโดรมเกิดจาก เส้นที่ลม หรือชี่จะพาไปไม่ได้ มันติดขัด ถ้าเราทำให้มันโล่ง มันก็ไม่ติดขัด มันก็หายเจ็บ เดี๋ยวนี้คนมักจะเป็นโรคไอแพดด้วยเพราะสายตากับนิ้วจ้องมากเกินไปแล้วทางการ แพทย์แผนจีนบอกว่าการใช้สายตามาก เป็นผลต่อตับ บางคนมีอาการปวดศีรษะ ตาลาย แต่บางคนที่ปวดท้องด้วยนั้นจะมาจากความเครียด ส่งผลต่อกระเพาะอาหาร บางคนเพียงแค่ตื่นเต้นเล็กน้อยก็ท้องเสียโรคเครียดยังจะรบกวนการนอน ทำให้นอนได้ไม่ดีแต่อาการเหล่านี้ก็รักษาได้”

การฝังเข็ม เป็นการกระตุ้นเส้นประสาทและเลือดลมให้ไหลเวียน ทำให้กล้ามเนื้อที่บีบรัดตัวอยู่เกิดการคลายตัว เพื่อส่งผลให้เส้นเลือดที่อยู่ในบริเวณกล้ามเนื้อนั้นมีการไหลเวียนได้ดี ขึ้น พูดถึงความเจ็บในการฝังเข็ม ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อย หรือไม่เจ็บเลยก็มี และจะรู้สึกถึงอาการตื้อหนัก ร้าว เมื่อจุดฝังเข็มไปตามทางเดินของเส้นลมปราณ

นอกจากนี้สำหรับคนที่น้ำในร่างกายน้อย ปากจะแห้งแก้มจะแดง สองอุ้งมืออุ้งเท้าบางครั้งมีเหงื่อออกที่หน้าอกร้อนก็สามารถมาฝังเข็มเพื่อ ปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล เช่นเดียวกันกับการฝังเข็มที่สามารถรักษาได้อีกหลายอาการ ซึ่งสามารถแวะไปปรึกษากับคุณหมอก่อนได้ที่โรงพยาบาลนครธน ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์โทร. 0 2450 9999, 0 2895 4000

TIPS

การตรวจแบบจีน คือ จับชีพจร ตรวจดูลิ้น มองดูสีหน้า ฟังเสียง และกดที่ไหล่ และต้นคอดูความแข็งของกล้ามเนื้อ

• ออฟฟิศซินโดรม ควรฝังเข็มติดต่อกันอย่างน้อย 6 ครั้ง ความถี่ในการฝังก็ขึ้นอยู่กับอาการ และความเห็นของแพทย์หากอาการดีขึ้น แล้วเรายังต้องทำงานท่าเดิมซ้ำๆ ใช้กล้ามเนื้อหนัก ก็อาจกลับมาเป็นได้อีก ก่อนฝังเข็ม ควรเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อม โดยรับประทานอาหารก่อน 1-2 ชั่วโมง และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก W+

 
[Continue Reading]

รับมือกับอาการปวดประจำเดือน

เมื่อย่างเข้าสู่วัยที่มีประจำเดือน หลายคนอาจเจอกับปัญหาการปวดประจำเดือน ซึ่งอาการเหล่านั้นอาจรบกวนหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ จาก ข้อมูลโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในนักศึกษาหญิงจำนวนกว่า 700 คน พบว่า 78% มีอาการปวดประจำเดือน และมากกว่า 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่าอาการปวดส่งผลต่อสมาธิในการเรียน ซึ่งวัยรุ่นเป็นช่วงที่ร่างกายและฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองได้ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ ทั้งสุขภาพกาย และใจ มีความมั่นใจในการทำภารกิจสำคัญต่างๆ และไม่สูญเสียโอกาสที่จะได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบ เพราะร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์คือหัวใจสำคัญของการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ของวัยเรียนรู้

รับมือกับอาการปวดประจำเดือน‘นพ.พิชัย คณิตจรัสกุล’ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ต้องการความพร้อมทั้ง ทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการดูแลสุขภาพอนามัยอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่มีพัฒนาการทางร่างกายและอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น การเจริญเติบโตทางร่างกาย การมีประจำเดือน และกลุ่มอาการอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ในวัยเรียนก็อาจต้องขาดเรียนหรือขาดสอบ และในวัยผู้ใหญ่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการ

ทำงานได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์เกิดขึ้นก่อนมีรอบเดือน เรียกว่ากลุ่มอาการผิดปกติก่อนมีรอบเดือนหรือ พีเอ็มเอส (PREMEN STRUAL SYNDROME) มีผลกระทบทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ โดยอาการทางร่างกายที่อาจพบได้คือ เจริญอาหาร ตัวบวม ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ส่วนอาการทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า โกรธง่าย วิตกกังวล ไม่อยากเข้าสังคม ซึ่งถ้าหากอาการเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกวิธี”

โดยผู้หญิงทุก คนสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองง่ายๆ ด้วยการสังเกตอาการปวดประจำเดือนของตนเองก่อนว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปแล้วอาการปวดประจำเดือนนั้นมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่

ปวดประจำเดือนปฐมภูมิ เป็น อาการปวดเกร็งบริเวณท้องที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีรอบเดือน โดยไม่ได้มีโรคหรือความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น และอาจมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง อ่อนเพลีย ปวดหลัง ปวดศีรษะ บวมน้ำ ท้องเสีย คลื่นไส้ ซึ่งวิธีดูแลตัวเองที่ ถูกต้องได้แก่ การออกกำลังกาย รับประทาน ยาบรรเทาปวด รวมถึงการประคบด้วยกระเป๋า น้ำร้อน เป็นต้น

ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ เป็น อาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เป็นต้น มักจะมีอาการปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อนจึงควรปรึกษาแพทย์ ในกรณีปวดรุนแรง กินยาบรรเทาปวดแล้วไม่ทุเลา กดถูกเจ็บ มีไข้ ตกขาว หรือมีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ

วิธีการดูแลตัวเองเพื่อลดอาการ ปวด ประจำเดือน สามารถทำได้โดยการประคบถุง น้ำร้อนควบคู่ไปกับการดื่มน้ำอุ่นๆ รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อชดเชยการเสียเลือดมากในช่วงมีประจำเดือน หรือรับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการปวดหรือรู้สึก ไม่สบาย รวมทั้งรู้จักวิธีผ่อนคลายตัวเอง เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ การฝึกหายใจ เล่นโยคะ ฯลฯ เพียงเท่านี้ปัญหาจากการปวดประจำเดือนก็จะไม่มากวนใจคุณได้อีก

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพคุณผู้หญิง จาก เปรียว
[Continue Reading]

เคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อน

การดำเนินชีวิตประจำวันในทุก วันนี้ เราต้องเรียนรู้เพื่อให้เป็นผู้บริโภค ฉลาดที่จะเลือกซื้อ เลือกใช้ เลือกผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณค่าและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เราขอนำเคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อนให้ปลอดภัย

เคล็ดลับ 5 ดู น้ำดื่ม น้ำแข็ง และไอศกรีมฤดูร้อน

1 ดูฉลาก น้ำ แข็งหลอดควรสังเกตรายละเอียดบนฉลาก ดูเครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก วันเดือนปีผลิต หรือวันหมดอายุ ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และข้อความว่า "น้ำแข็งใช้รับประทานได้" ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน

2 ดูลักษณะอาหาร ต้องสะอาด ไม่มีสี กลิ่น รส ผิดปกติ และไม่เหลว หรือมีลักษณะเหมือนเคยละลายมาแล้ว

3 ดูภาชนะบรรจุ ควร เลือก เครื่องดื่ม บรรจุในภาชนะที่สะอาดและปิดสนิท ไม่รั่วซึม หรือมีรอยสกปรก และไม่มีร่องรอยการเปิดใช้ น้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะต้องใสสะอาด ไม่มีตะกอน ไม่มีสี กลิ่น หรือรสที่ผิดปกติ

4 ดูการเก็บอุปกรณ์ สำหรับน้ำแข็งหลอดตักขายตามร้านค้า ที่ไม่มีฉลาก จึงควรสังเกตสถานที่เก็บน้ำแข็งว่า อยู่ในที่สะอาดเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งภาชนะที่ใส่น้ำแข็งต้องถูกสุขลักษณะไม่ปนเปื้อนกับอาหาร

5 ดูผู้ขาย ทั้ง ผู้บริโภคต้องดูสุขลักษณะ ของผู้ขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเล็บมือ การ แต่งกาย ภาชนะที่ใส่ไอศกรีมก็ต้องสะอาดด้วย

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ เคล็ดลับสุขภาพดี สร้างเสริมสุขภาพ จาก MCOT

ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.thinkstockphotos.com
[Continue Reading]
Powered By Blogger · Designed By Seo Blogger Templates