แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด

สมุนไพรปราบสิว 6 ชนิด ที่คุณสาว ๆ ต้องลอง

          แก้ปัญหาสิวด้วยวิธีไหนก็ยังไม่เห็นผลที่โดนใจสักที อย่างนี้อาจจะต้องเปลี่ยนการรักษาสิวมาพึ่งสมุนไพรบ้างแล้วล่ะค่ะ เพราะปัญหาสิวของหลายคนก็มีต้นเหตุมาจากฮอร์โมน และเชื้อแบคทีเรียที่แอบแฝงอยู่ในร่างกายของเรานี่เอง เอาล่ะ ถ้าใครเป็นสิวแล้วรักษาด้วยตัวยาชนิดไหนก็ไม่หาย ลองเปลี่ยนวิธีมากินสมุนไพรปราบสิว 6 ชนิดต่อไปนี้กันเถอะ !

  1. โหระพา มาแล้วสิวหาย

          ใบโหระพาหอม ๆ ตัวช่วยเพิ่มอรรถรสให้แกงหลายชนิดก็มีประโยชน์กับผิวของเราไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายแล้ว ยังคอยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นไม่ว่าสิว ริ้วรอย หรือรอยแดงจากสิวก็ต้องหนีหายไปเมื่อเจอโหระพา รู้อย่างนี้แล้วใครมีปัญหาสิวก็อย่าลืมกินใบโหระพากันเยอะ ๆ ด้วยนะจ๊ะ 

  2. ออริกาโน่ โห่ไล่สิว

          ออริกาโน่เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีสรรพคุณช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการเสียดท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร และลดความเครียดได้อีกด้วย ดังนั้นเชื้อแบคทีเรีย และอาการอักเสบในร่างกายที่ทำท่าว่าจะผุดเป็นสิวขึ้นมาบนหน้าเรา พอเจอสมุนไพรตัวเด็ดอย่างออริกาโนเข้าไป เชื้อสิวก็ตายเรียบเลยสิ

  3. ผักชี ตัวนี้ก็เด็ด

          พอเอ่ยถึงผักชี หลายคนก็ร้องยี้กันเป็นแถว แต่หลังจากนี้คงต้องกลั้นใจกินผักชีกลิ่นแรงให้เยอะ ๆ แล้วนะจ๊ะ เพราะเจ้าผักชีอุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการล้างสารพิษในร่างกาย ลดกรดในเลือด กระตุ้นการทำงานของอินซูลิน รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ชำระสารพิษในตับ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุสุดจี๊ดของสิวทุกชนิดได้อยู่หมัด สรรพคุณเจ๋งขนาดนี้คงต้องเลิกเมินผักชีกันแล้วนะจ๊ะสาว ๆ

  4. พาสลีย์ สิวขยาด

          พาสลีย์ หรือ ผักชีฝรั่ง เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคลอโรฟีลล์ มีวิตามินซีสูง สรรพคุณคล้าย ๆ กับผักชีไทยของเรานี่ล่ะค่ะ ที่ช่วยล้างสารพิษ ขับปัสสาวะ ระบายเชื้อโรค และแบคทีเรียได้อีกทาง ดังนั้นสาวคนไหนกินทั้งผักชีไทย และผักชีฝรั่งบ่อย ๆ หน้าก็จะใสปิ๊ง ดูมีน้ำมีนวล และอ่อนวัยกว่าอายุจริงเยอะเลย คุณสมบัติโดดเด่นขนาดนี้ สนใจจะกินผักชีขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ

  5. สะเดา เคลียร์ผิวสาวได้ใสกิ๊ง
          หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า สะเดาเป็นผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยทำความสะอาดเลือด และเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมีธาตุเหล็กช่วยซ่อมแซมการสึกหรอของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สะเดายังช่วยลดการผลิตน้ำมัน และต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้นเหตุของสิวได้อยู่หมัด แค่นี้ก็คงไม่ต้องให้บอกแล้วใช่ไหมล่ะว่า กินสะเดาแล้วหน้าจะใสกิ๊งขนาดไหน 

  6. มิ้นต์ เสกผิวใส

          ไม่ว่าจะเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ หรือสเปียร์มิ้นต์ก็ล้วนแต่มีคลอโรฟีลล์สูง ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบต้นเหตุของการเกิดสิว ช่วยฟอกเลือดให้สะอาด แถมยังช่วยกระตุ้นร่างกายให้ย่อยอาหารดีขึ้นด้วย และเมื่อระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติอย่างนี้ ผลดีก็จะปรากฎเป็นผิวขาวใส บ่งบอกสุขภาพที่ฟิตเต็มร้อยเลยยังไงล่ะ


          สมุนไพรทั้ง 6 ชนิดที่ว่ามานี้ หลายชนิดมีประโยชน์ในเรื่องของการลดความเครียด สาเหตุที่ทำให้เราเกิดริ้วรอย ผิวพรรณหมองคล้ำด้วยนะคะ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกินผักผลไม้ และน้ำสะอาดเยอะ ๆ ก็ช่วยให้ผิวพรรณขาวใสไร้มลทินใด ๆ แล้วล่ะเนอะ ยิ่งถ้าหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย สุขภาพกายและสุขภาพผิวก็จะดีคูณสองเลยนะจ๊ะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
[Continue Reading]

ทรายขัดผิว ตัวช่วยเปลี่ยนผิวเสีย เป็นผิวสวยเนียนใส


          สาว ๆ หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขัดสครับผิวนั้น คือ วิธีการที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ให้ดูสดใสนวลเนียนมากกว่าที่เคย จึงทำให้ตัวช่วยอย่าง ทรายขัดผิว หรือ เกลือขัดผิว ที่หลายคนรู้จัก กลายเป็นเคล็ดลับเสริมความงามให้ผิว ที่สาว ๆ จะต้องมีติดห้องน้ำไว้อยู่เสมอ แต่สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าแท้จริงแล้วทรายขัดผิวคืออะไร และจะช่วยขัดบำรุงผิวให้สวยใสได้เหมือนกับสครับที่เคยใช้หรือเปล่า เราทำความรู้จักกับทรายขัดผิวกันเลยจ้า

          จริง ๆ แล้ว ทรายขัดผิว ก็คือ เกลือขัดผิว ที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ใช้ขัดผิวนั่นเอง โดยทรายขัดผิวที่ว่านี้ จะมีหน้าตาลักษณะรวมถึงมีคุณสมบัติการใช้งาน เพื่อใช้สครับบำรุงผิวกาย บางคนอาจนำทรายขัดผิวมาสครับลงบนผิวเพียว ๆ ขณะอาบน้ำ เพื่อช่วยขจัดคราบไคลและรอยจุดด่างให้ผิวผุดผ่องสดใส หรือบางคนอาจนำส่วนผสมอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเด่นในการบำรุงมาผสมรวมกับทรายขัดผิวก็ได้เช่นกัน ซึ่งเราก็มีสูตรสครับสำหรับผิวแต่ละประเภทมาฝากกันด้วยจ้า

       ทรายขัดผิว + น้ำมันมะพร้าว สำหรับสาวผิวแห้ง

          เตรียมทรายขัดผิว 1 ถ้วย และ น้ำมันมะพร้าว ½ ถ้วย แล้วนำมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปขัดวนเบา ๆ ลงบนผิวเปียกให้ทั่วผิวกาย ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้ทำสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยเปลี่ยนผิวแห้งให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น พร้อมเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวสวยดูสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น

       ทรายขัดผิว + นมสด (หรือโยเกิร์ต) + น้ำผึ้ง สำหรับผิวหยาบกร้านกระดำกระด่าง
          เตรียมทรายขัดผิว 3/4 ถ้วย นมสด 1/4 ถ้วย และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปขัดบนผิวให้ทั่ว เน้นขัดในจุดที่หยาบกร้านในบริเวณข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยลบเลือนจุดด่างดำและปรับผิวพรรณให้ดูนวลเนียนมั่นใจขึ้นได้แน่นอน

       ทรายขัดผิว + แอปเปิล + มะนาว สำหรับสาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวใส

          นำแอปเปิลครึ่งลูกไปปั่นรวมกับมะนาว 1 ช้อนโต๊ะพอแหลก จากนั้นจึงนำไปผสมรวมกับทรายขัดผิว 1/2 ถ้วย แล้วนำไปขัดบนผิวให้ ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวดูสดชื่นสดใสขึ้นได้ นอกจากนี้ยังเปลี่ยนให้ผิวพรรณขาวใสไร้ตำหนิอีกด้วย


          รู้ประโยชน์และเคล็ดลับบำรุงผิวด้วยทรายขัดผิวกันไปแล้ว งานนี้ใครอยากมีผิวสวยใสมั่นใจอย่าลืมนำสูตรผิวสวยด้วยทรายขัดผิวไปใช้กันดูนะคะ ว่าแล้วก็มาเริ่มขัดผิวกันตั้งแต่วันนี้กันเลยดีกว่า....


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
[Continue Reading]

อาบน้ำอย่างไรไม่ทำลายผิวสวย




          ไม่มีการอาบน้ำใดที่จะดูดีได้เท่ากับการได้ชำระล้างร่างกายด้วยละอองฝอยจากฝักบัว แต่การประมาทเลินเล่อในระหว่างทำความสะอาดร่างกาย ที่มักพบได้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิที่ร้อนจนเกินไป การล้างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวไม่หมดจด ปล่อยให้เกาะอยู่ตามร่างกาย ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังของคุณแห้ง ลอกเป็นขุย และตามมาด้วยโรคกลากเกลื้อน งานนี้ ดร.เฮเทอร์ วูเลย์ ลอยด์ นายกสมาคมผิวหนังและความงามในนิวยอร์ก ได้ระบุให้ทราบถึง 5 วิธีในการทำร้ายผิวจากการอาบน้ำ เพื่อเซฟผิวสวย ๆ หลังการทำความสะอาดเรือนร่างมาฝากกัน

    ปรับอุณหภูมิน้ำร้อนและอาบนานจนเกินไป
          แน่นอนว่าการอาบน้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่จะอุ่นขึ้นในเช้า-เย็น หรือผ่อนคลายจากความเครียดหลังการทำงานหนัก แต่มันก็ไม่ดีสำหรับผิวของคุณ อาบน้ำอุ่นบ่อย ๆ และเป็นเวลานาน ๆ ดร.วูเลย์ กล่าวไว้ว่า "การอาบน้ำร้อนเป็นเวลานานจะทำให้ผิวของคุณสาว ๆ ลอก จากการสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุของโรคกลากเกลื้อน รวมถึงอาการคันตามมาได้ ซึ่งถ้าหากคุณสาว ๆ อยากมีสุขภาพดี แนะนำว่าควรอาบน้ำอุ่น ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็เพียงพอแล้ว และถ้าเป็นได้ควรหลีกเหลี่ยงการอาบน้ำร้อนเป็นเวลานาน ๆ"

          ดังนั้นหากคุณสาว ๆ คิดที่จะหมุนวาล์วน้ำไปที่ระดับความร้อนสูง เปลี่ยนเป็นน้ำเย็นจะดีกว่า แต่น้ำที่เย็นเกินไปก็ไม่ส่งผลต่อสุขภาพผิวของคุณสาว ๆ แต่อย่างใด เพราะประโยชน์ของน้ำเย็นจะช่วยลดอาการแสบ เป็นผื่นลอกแดง หรืออาการพองจากการอาบน้ำร้อนเท่านั้น

    ใช้เจลทำความสะอาดผิวที่มีฟองมากจนเกินไป

          ดร.ลอยด์ กล่าวว่า "เจลทำความสะอาดผิวที่มีฟองมากจนเกินไปจะมีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นตัวการลดแรงตึงผิว ซึ่งทำให้ชั้นผิวหนังแยกและเกิดการหดตัว จึงทำให้ผิวหนังสูญเสียทั้งน้ำและน้ำมันจากสารเคมีเหล่านี้ ดังนั้นเราจะพบอาการลอกและปัญหาผิวพรรณหยาบกร้าน หากใช้สบู่หรือเจลทำความสะอาดผิวที่มีฟองมากเกินไป" งานนี้สาวคนไหนไม่อยากผิวแห้งผิวลอก หรือผิวหยาบกร้านนั้น แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนมาใช้สบู่เหลวสูตรบางเบาอ่อนโยน หรือจะเลือกสบู่สูตรเด็กเล็ก ๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน

          แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกล่าวเสริมว่า "ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวยี่ฮ้อโดฟและโอเลย์นั้น ทำให้ผิวหนังลอกน้อยสุด เพราะไม่ได้ทำให้น้ำมันตามธรรมชาติในผิวลดน้อยลงแต่อย่างใด และยังช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับผิวอีกด้วย แต่ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องชำระล้างร่างกาย ควรเลือกใช้สบู่ก้อนจะดีกว่าสบู่เหลวยี่ห้อโดฟ แต่หากจะล้างมือเพื่อฆ่าแบคทีเรีย ควรเลือกแบบลิขวิดเจลจะดีที่สุด"

    ล้างสบู่ออกจากร่างกายไม่สะอาด

          บ่อยครั้งหลังจากที่คุณออกจากห้องอาบน้ำ คุณจะพบฟองสบู่ติดอยู่ตามซอกคอได้ตลอดเวลา แต่ถ้าหากคุณเช็ดมันออกในขณะที่ผิวของคุณแห้งนั้น แพทย์ผิวหนังมีคำเตือนออกว่า มันอาจทำให้เกิดอาการผิวหนังระคายเคืองและแห้งกร้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสบู่ที่คุณใช้ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แนะนำว่าคุณควรเลือกสบู่หรือเจลทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน และมีครีมบำรุงผิวผสมอยู่ด้วย ทั้งนี้ เพื่อช่วยปกป้องผิวหนังลอกและแห้งกร้านของคุณหลังจากการทำความสะอาดผิวที่ไม่สะอาด แต่ทางที่ดีนั้น ดร.ลอยด์บอกว่า การชำระล้างสบู่ให้สะอาดหมดจดหลังการอาบน้ำจะดีที่สุด

    ใช้มาส์กบำรุงผิวหน้าที่มีรูขุมขนลึกหลังการอาบน้ำ
          หลายคนเลือกที่จะทำความสะอาดผิวหน้าในขณะอาบน้ำ หลังจากนั้นก็มาส์กหน้า ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ตรงและใกล้เคียงกัน ดร.ลอยด์อธิบายว่า "ปกติแล้วการมาส์กหน้านั้นควรทำก่อนล้างหน้า เพราะการทำความสะอาดผิวหน้าก่อนที่จะมาส์กหน้าจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวหน้าของคุณแห้ง และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น ช่วงเวลาหลังล้างหน้าเป็นช่วงที่ผิวหนังจะดูดซึมได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นจะทำให้ผิวหน้าของคุณเกิดการระคายเคืองได้มากขึ้น และยิ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลังการอาบน้ำของคุณมีส่วนผสมของน้ำมันนั้น จะยิ่งกระตุ้นทำให้ผิวเกิดการอุดตันมากขึ้นไปอีก" แพทย์ผิวหนังกล่าว

   ซับผิวแรง ๆ ด้วยผ้าขนหนูเนื้อหยาบ แทนที่จะเลือกแตะผ้าขนหนูเนื้อนุ่มเบา ๆ

          หลายคนมักเกิดอาการหนาวสั่นหลังการอาบน้ำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว และแน่นอนว่าหลายคนนั้นอยากที่จะเช็ดตัวให้แห้งอย่างรวดเร็ว แต่เพื่อให้ไม่ทำร้ายผิวจนเกินไป แพทย์ผิวหนังแนะนำว่า "ควรใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ตบเบา ๆ ที่บริเวณผิวของคุณ เพื่อเซฟน้ำมันในผิวของคุณไม่ให้แห้งไปอย่างรวดเร็วหลังการอาบน้ำ และเพื่อถนอมผิวสวย ๆ ของคุณสาว ๆ ไปนาน ๆ นั้น ดร.ลอยด์บอกเพิ่มเติมว่า ควรเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวทันทีหลังการอาบน้ำ ด้วยการชโลมมอยซ์เจอไรเซอร์ไปยังที่แห้งเร็วสุดอย่าง แขน ขา และอวัยวะส่วนอื่น ๆ"



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
[Continue Reading]

สิวหัวช้าง บุกผิวหน้า ไม่ต้องกลุ้ม ! ปัญหานี้มีทางแก้



          สิวหัวช้าง แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาหลายคนกลัวเสียแล้ว สำหรับปัญหาสิวรุนแรงบวมเป่งกลายเป็นตุ่มนูนเม็ดเป้งขึ้นตามใบหน้า บางคนแค่เป็นสิวเม็ดเล็กยังทำเอาเครียดไปทั้งวัน ลองมาเจอแจ็กพ็อตเป็นสิวหัวช้างนี่มีหวังไม่เป็นอันทำอะไร เพราะสิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่นี้นอกจะทำให้ไม่มั่นใจ ยังทำเอาปวดระบมไปนานนับอาทิตย์ และสำหรับใครที่ยังกลุ้มใจกับปัญหาผิวแบบนี้อยู่ รวมถึงยังไม่รู้ว่าจะต้องบรรเทาอาการสิวหัวช้างในเบื้องต้นอย่างไรดี วันนี้กระปุกดอทคอมขอรวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับสิวหัวช้างมาฝากกันทุกคนกันด้วยค่ะ  

          สิวหัวช้าง คือ สิวอักเสบที่เกิดจากการอักเสบอุดตันของไขมันและปฏิกิริยาของแบคทีเรียในเซลล์ผิวหนัง หรือมีสิวหัวดำอุดตันอยู่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดอาการบวมแดงเป็นตุ่มนูน จากนั้นจะค่อย ๆ เป็นสิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิวแตกหรือยุบตัวลงไปในที่สุด โดยไม่สามารถมองเห็นหัวสิวได้ชัด จะมีแต่หนองและเลือดอยู่ด้านใน โดยส่วนใหญ่จะขึ้นในบริเวณจมูก แก้ม ท้ายทอย และตามลำตัว และเมื่อปล่อยทิ้งนานอาจทำให้เกิดแผลเป็นลึกและทำให้เกิดเป็นฝีได้
          ดังนั้นเมื่อเริ่มเป็นสิวหัวช้างหรือสิวยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก ควรรักษาและดูแลผิวหน้าอย่างเร่งด่วน ด้วยการใช้สบู่รักษาสิวหรือเจลล้างหน้าที่มีค่าสมดุลผิวทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดไร้คราบเครื่องสำอาง สิ่งตกค้างและความมัน จากนั้นจึงใช้ยารักษาสิวในกลุ่มเบนซอยเพอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก  และคลินดามัยซิน เพื่อฆ่าเชื้อสิวและลดไขมันอุดตันสะสมผิวหน้าให้น้อยลง ที่สำคัญยังควรรับประทานยาแก้อักเสบติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้สิวหัวช้างยุบหรือฝ่อตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า มาส์กบำรุง ทำทรีทเม้นท์ผิวหน้า เพราะจะยิ่งทำให้ผิวอักเสบและระคายเคืองมากไปกว่าเดิม
          อย่างไรก็ดี หากดูแลรักษาสิวหัวช้างข้างต้นแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น รวมถึงมีการปวดระบมบริเวณสิวหัวช้างแบบผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการรักษาตามความเหมาะสมและไม่ให้อาการสิวลุกลามต่อไปในอนาคต




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
[Continue Reading]

วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ที่ช่วยทำให้หน้าเนียนใสปิ๊ง



          สำหรับสาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาผิวหนังเป็นฝ้า เป็นรอยด่าง ๆ ดำ ๆ ราวกับว่ามีตำหนิประทับอยู่บนใบหน้า วันนี้กระปุกดอทคอมขอพาไปดูวิธีรักษาฝ้าแบบไม่ต้องหาครีมและลงคอร์สแพง ๆ ให้ยุ่งยาก เพียงใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติไม่กี่ชนิด แค่นี้ก็ช่วยขจัดปัญหาฝ้ากวนใจ เตรียมเผยผิวหน้าขาวกระจ่างใสได้เลย
     มะขามเปียก นำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาไปยังบริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า โดยทาบาง ๆ ให้ทั่วรอยฝ้า ทิ้งไว้ 3-5 นาทีแล้วล้างออก จะสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและลดรอยด่างดำได้ ทั้งนี้ หากไม่มีมะขามเปียกอาจใช้เป็นน้ำมะกรูดหรือน้ำมะนาวแทนก็ได้ค่ะ

     หัวไชเท้า เพียงนำหัวไชเท้ามาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นจึงนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปั่นพอละเอียด (อาจบีบน้ำมะนาวผสมลงไปนิดหน่อย) นำมาพอกไว้ให้ทั่วหน้าหรือบริเวณที่เป็นฝ้าประมาณ 15 นาที รับรองว่าทำเป็นประจำฝ้าหายเกลี้ยง ! ว้าว ๆ ..เพิ่งจะรู้ว่าหัวไชเท้านอกจากอร่อยแล้ว ยังช่วยให้หน้าสวยได้ด้วยนะเนี่ย !

     ว่านหางจระเข้ เพราะในว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีกรดอ่อน ๆ ช่วยลดความมันบนใบหน้า สำหรับวิธีการรักษาฝ้าด้วยว่านหางจระเข้ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงนำเนื้อวุ้นในว่านหางจระเข้มาทาบริเวณใบหน้าวันละ 2 ครั้ง ทำต่อเนื่องกัน 1-2 เดือน จะสังเกตได้ว่ารอยฝ้า รอยดำต่าง ๆ จะดูจางอย่างเห็นได้ชัด

     ใบบัวบก จากการวิจัยพบว่าใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณรักษาอาการของโรคผิวหนัง โดยเฉพาะกระ ฝ้าและสิว ไม่ว่าจะคั้นน้ำดื่มเย็น ๆ เป็นประจำหรือนำมาปั่นแล้วนำน้ำใบบัวบกมาเช็ดแทนโทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เท่านี้บรรดารอยฝ้าต่าง ๆ เตรียมย้ายบ้านหนี เหลือไว้แต่หน้าขาวเนียนสดใส

     น้ำแอปเปิลไซเดอร์ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิลจะมีประโยชน์ในด้านการดูแลผิวได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพราะในน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใส เนียนนุ่มขึ้นได้ ด้วยการน้ำแอปเปิลไซเดอร์มาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้งแล้วล้างออก

     ไข่ขาว เพียงแยกไข่ขาวดิบออกจากไข่แดง แล้วนำไข่ขาวบริเวณรอบ ๆ ไข่แดงมาทาบางให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า (อาจทาทั่วหน้าเพื่อช่วยลอกสิวเสี้ยนไปในตัว) ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ทำเป็นประจำทุกวัน ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้า


          เมื่อได้วิธีรักษาฝ้าด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติกันไปแล้ว สิ่งที่สาว ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การดูแลและปกป้องผิว ด้วยการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันและควรรับประทานผัก-ผลไม้เยอะๆ เพื่อช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนสวยอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ฝ้ากลับมาเยือนผิวหน้าแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า...




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
[Continue Reading]

เทคนิคดีๆ ดูแลผิวเนียนสวย

        สาวๆอย่างเราๆไหนจะต้องคอยดูแลภาพลักษณ์ให้ดูดีเสมอแล้ว งานที่ทำก็ต้องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพราะฉะนั้นจะมีเทคนิคอะไรดีๆ ในการเสริม ความสวยความงาม ให้กับตัวเองให้เร็ว และง่ายที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า สาวๆจะมีเทคนิคอะไรบ้างในการดูแลผิวหน้า ทรงผม เรือนร่าง และเล็บแบบรวดเร็วทันใจ
เทคนิคดีๆ ดูแลผิวให้เนียนสวย

ผิวหน้า


**ถึงแม้คุณจะมีเวลาน้อยนิดเพียงใด**
สิ่ง ที่ไม่ควรละเลยหรือข้ามขั้นตอนเลยคือ การทำความสะอาดใบหน้าอย่างหมดจดเสมอ โดยเฉพาะก่อนเข้านอน เพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเป้นสิวได้ เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำความสะอาดใบหน้าก็คือ การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรอบดวงตา สามารถช่วยคุณกำจัดคราบเครื่องสำอางและความสกปรกได้ภายในพริบตา เพียงแค่เทมันลงบนก้อนสำลี วางทับลงบนดวงตา รอซัก 5 วินาทีก่อนเช็ดออกทางด้านข้าง ถ้าคุณใช้มาสคาร่าหรืออายไลเนอร์ให้เช็ดซ้ำอีกครั้ง โดยหมุนก้อนสำลีเป็นวงกลมแล้วเช็ดลงด้านล่าง จากนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางเช็ดให้ทั่วใบหน้า ผิวคุรก้จะสะอาดพอสมควรแล้วในระดับหนึ่ง แต่หากคุณต้องการล้างหน้าด้วยนำ้สะอาดอีกครั้งก็ไม่ว่ากัน


**ถ้าคุณทำความสะอาดผิวหน้าอย่างดีแล้ว**
การ ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดในตอนเช้าก็เพียงพอแล้ว แต่ที่ลืมไม่ได้ก็คือ การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและการปกป้องแสงแดด คุณสามารถเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ผสมสารป้องกันแดดเพื่อการประหยัดเวลา และสามารถเติมรองพื้นลงไปเล็กน้อยในมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนได้ในขั้นตอนเดียว หรือเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แบบเจือสีก็ได้เช่นกัน


**เพื่อแก้ปัญหาตาบวมอย่างทันใจ**
ลอง ใช้ถุงชาที่ชงแล้วแช่เย็นโปะลงบนตาเป้นเวลา 10-20 นาที มันจะช่วยบรรเทาอาการตาบวม และทำให้ตาระคายเคือง หรือแตงกวาฝานแช่เย็น มันฝรั่งดิบฝาน(เอาไปแช่น้ำก่อนแช่เย็น) หรือช้อนแช่เย็น ก็จะได้ผลแบบเดียวกัน

เส้นผม


**ถ้าคุณไม่มีเวลาสระผม**
และ อยากขจัดความมันเยิ้มของเส้นผมออก คุรคงเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่าให้ใช้แป้งเด็กโรยที่โคนผมเพื่อดูดซับความมัน แต่การใช้แป้งเด็กมากเกินไป อาจทำให้ผมของคุณกลายเป็นสีเทาได้ ลองเปลี่ยนมาใช้แป้งฝุ่นแบบไร้สีแทน โรยเฉพาะที่โคนผม และอย่าใช้มากเกินไป จากนั้นแปรงออกเบาๆ อย่าแปรงแรงนัก เพราะมันมีแต่จะกระตุ้นรากผมให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น


**ถ้าไม่มีเวลาในการเป่าไดร์ผมทั้งศีรษะ**
ลองไดร์ผมเฉพาะรอบๆใบหน้าและบริเวณแสกผม ซึ่งเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

**เติมความพองสวยให้เส้นผมภายในพริบตา**

ด้วยการก้มตัวลง ฉีดสเปรย์ที่โคนผมแล้วแปรงผมเบาๆ จากนั้นเงยหน้าขึ้น เส้นผมจะพองตัวสวยในทันที


**การเตรียมพร้อมช่วยลดเวลาแต่งผมของคุณในตอนเช้า**
โดย หลังจากสระผมเสร็จแล้วเป่าไดร์จนผมเกือบแห้ง ใส่ผลิตภัณฑ์แต่งผมเล็กน้อยตามต้องการ แ้วใช้ดรลขนาดใหญ่ม้วนผมหรือมัดผมเปนเกลียว แล้วเข้านอนทั้งอย่างนั้น พอตอนเช้าหลังแกะโรลม้วนผมออก ใช้แปรงกลมขนาดใหญ่เป่าไดร์ผมอีกเล็กน้อย คุรจะได้ผมที่เรียบตรงและมีวอรุ่มสวยงาม สำหรับผมหยิกเมื่อแกะผมที่มัดเกลียวเอาไว้ ให้ใช้นิ้วมือสางเล็กน้อย คุณก็จะได้ลอนผมนุ่มสลวยทันที

เรือนร่าง


เริ่มต้นวันใหม่ด้วยเครื่องดิ่มขับสารพิษ ต้มน้ำและเติมน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก และดื่มตอนที่ยังร้อน เครื่องดื่มร้อนนี้จะช่วยทำความสะอาดระบบร่างกาย ถ้าผิวของคุณต้องการความชุ่มชื้นเพิ่มเป็นพิเศษ และมอยเจอร์ไรเซอร์ตามปกติใช้เวลานานกว่าจะซึมซับเข้าไป ลองชโลมคอนดิชั่นเนอร์ใส่ผมลงบนผิวในระหว่างอาบน้ำแล้วนวดให้มันซึมเข้าผิว ล้างออกให้สะอาด อย่าใช้น้ำร้อนจัด เพราะจะทำลายผิว ใช้น้ำอุ่นๆ แล้วสุดท้ายราดด้วยน้ำเย็นเพื่อปิดรูขุมขน


มือและเล็บ


**รู้หรือไม่ว่าลิปบาล์มสามารถใช้เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่หนังข้างเล็บได้**
ลองใช้ลิปบาล์มธรรมชาติที่มีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์และวิตามินอีจะได้ผลดีที่สุด


**ถ้าคุณอยากทำเล็บสไตล์ French-Manicure แต่มีเวลาไม่มากนัก**
ลองใช้ดินสอสีไฮไลต์สีขาวเขียนที่ด้านล่างของปลายเล็บ แล้วทาด้านบนเล็บด้วยยาทาเล็บสีใส คุณก็ได้เล็บแบบ French-Manicure แล้ว


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ ความสวย ความงาม จาก นิตยสารลิซ่า

[Continue Reading]

งาดำ งาขาว ไข่แดง "ตัวช่วยบำรุงผิว"

ผิวสวยเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยในการมี แต่ละเคล็ดลับความสวยความงาม แต่ละวิธี ก็แบบว่ามีเคล็ดลับวิธีต่างๆ ก็แบบว่าเปลืองค่ะ เขาสปาแพงๆ ขัดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ชั้นดีกว่าจะได้ในแบบผิวที่ต้องการเป็นไงหล่ะค่ะ หมดไปเยอะ บางคนไปเยอะไม่ได้ไม่ครบในแบบที่ต้องการเลยคร้า ทั้งสิ้นเปลือง ทั้งไม่ได้ดั่งใจ เห็นทีงานนี้ต้องลงมือทำด้วยตัวเองซะแล้ว แต่ด้วยในความคิดของสาวๆ ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่าจะทำเองงั้นหรอ ทำยังงัย เปลืองไม่พอ ยังทำไม่ถูกวิธีอีกด้วย ผิวสวย จะกลายเป็นผิวเสียได้นะค่ะ อย่าได้กังวลไปค่ะ ถ้าคุณพร้อมที่จะมีผิวสวยต้องเสี่ยง แล้ววันนี้เราก็มี งาดำ งาขาว ไข่แดง "ตัวช่วยบำรุงผิว" มาช่วยให้สาวๆ บำรุงและดูแลผิวตัวเองแบบง่ายๆ และที่สำคัญ งาดำ งาขาว ไข่แดง ไม่ได้หายากเลย บวกกับวิธีง่ายๆ ที่เรานำมาฝากนี้นะค่ะรับรองว่า ตัวช่วยบำรุงผิวนี้จะช่วยในเรื่องผิวของสาวๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอนค่ะ

งาดำ งาขาว ไข่แดง ตัวช่วยบำรุงผิว

เผย ตัวช่วยบำรุงผิว


นำงาขาวกับงาดำอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ มาปั่นหยาบๆ พอให้น้ำมันงาออก ผสมกับน้ำผึ้งประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ  เติมน้ำอุ่นพอประมาณเพื่อไม่ให้ส่วนผสมเหนียวหนืดเกินไป กวนให้เข้ากัน นำมาขัดตัว ให้ทั่วโดยเน้นจุดหยาบกร้าน เช่น ศอก เข่า ตาตุ่ม เป็นพิเศษ ทิ้งไว้ 15 นาที  ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงผิวนำไข่แดง 1 ฟอง ผสมกับน้ำมันมะกอก 2-3 หยด น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ตีให้เข้ากัน ถ้าไม่ชอบกลิ่นคาวของไข่ก็หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไปเล็กน้อย นำมานวดให้ทั่วตัว  ทิ้งไว้ 10 -15 นาที

ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ ความสวย ความงาม จาก modernmom
[Continue Reading]
Powered By Blogger · Designed By Seo Blogger Templates